การใช้เวลาเฝ้าเดี่ยวอย่างมีความหมายกับพระเจ้า

Posted byThai Editor January 7, 2026 Comments:0

(English Version:  How To Have A Meaningful Quiet Time With The Lord)

เย็นวันหนึ่ง วิทยากรท่านหนึ่งซึ่งมาเยือนสหรัฐอเมริกาเมื่อนานมาแล้วต้องการใช้โทรศัพท์ เขาเข้าไปในตู้โทรศัพท์ แต่พบว่ามัน แตกต่างจากตู้โทรศัพท์ในประเทศของเขาเอง ฟ้าเริ่มมืดลง เขาหาเบอร์ในสมุดโทรศัพท์ได้ยากขึ้น เขาสังเกตเห็นหลอดไฟ ข้างบน แต่ไม่รู้ว่าจะเปิดมันอย่างไร ขณะที่เขาพยายามหาเบอร์โทรศัพท์อีกครั้งท่ามกลางแสงพลบค่ำที่กำลังจะหมดลง ผู้คนที่เดินผ่านไปมาสังเกตเห็นความทุลักทุเลของเขา จึงพูดว่า “คุณครับ ถ้าต้องการเปิดไฟ คุณต้องปิดประตู” แสงสว่างส่องเข้ามาในตู้โทรศัพท์นั้น ทำให้ผู้มาเยือนประหลาดใจและพอใจเมื่อเขาปิดประตู ไม่นานเขาก็หาเบอร์โทรศัพท์เจอและโทรออก

ในทำนองเดียวกัน เราต้องปิดกั้นชีวิตที่วุ่นวายและเข้าไปอยู่ในที่เงียบๆ เพื่อให้พระเจ้าส่องสว่างในใจเรา กระนั้น คริสเตียน หลายคนมักละเลยวินัยฝ่ายจิตวิญญาณที่สำคัญนี้ ผมหวังว่าบทความนี้จะกระตุ้นให้คริสเตียนฝึกฝนวินัยนี้อย่างสม่ำเสมอ โดยการถามและตอบคำถามสี่ข้อที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เราจะพิจารณาคำถามเหล่านี้ ขอให้เราระลึกถึงความจริงสำคัญประการหนึ่ง ว่าการเฝ้าเดี่ยวไม่ใช่หนทางที่จะได้รับความโปรดปรานจากพระเจ้า แต่เป็นหลักฐานที่แสดงถึงความรักและการพึ่งพาพระเจ้า ผู้แสนดีของเรา เราไม่ได้พึ่งการกระทำเพื่อรับพระคุณ แต่เราพึ่งพระคุณเพื่อมีการกระทำ กล่าวอีกนัยหนึ่ง สถานะที่ถูกต้อง ของเราต่อพระพักตร์พระเจ้าเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการกลับใจจากบาปและความเชื่อในพระโลหิตของพระคริสต์ที่หลั่งเพื่อบาปของ เราเท่านั้น  เราได้รับความรอดโดยพระคุณเท่านั้น โดยความเชื่อเท่านั้น และโดยพระคริสต์เท่านั้น ช่วงเวลาแห่งการเฝ้าเดี่ยวคือการฝึกฝนฝ่ายจิตวิญญาณที่สืบเนื่องมาจากความรอด ไม่ใช่สาเหตุของความรอด ไม่ใช่หนทางที่เราจะแสวงหาความโปรดปรานจากพระเจ้า

เมื่อเข้าใจเช่นนี้แล้ว ขอให้เราพิจารณาถึงความถามทั้งสี่ประการต่อไป

1. ช่วงเวลาเฝ้าเดี่ยวคืออะไร?

คือเวลาที่คนๆ หนึ่งใช้เวลาอยู่กับพระเจ้าเพียงลำพังในแต่ละวัน ในการอ่านพระคัมภีร์ [พระเจ้าตรัสกับเรา] และในการ อธิษฐาน [เราตรัสกับพระเจ้า]

2. ใครควรมีช่วงเวลาเฝ้าเดี่ยว?

คริสเตียนทุกคนควรมีช่วงเวลาเฝ้าเดี่ยวเงียบๆ กับพระเจ้า เราอ่านใน 1 โครินธ์ 1:9 ว่า “พระเจ้าทรงสัตย์ซื่อ พระองค์ได้ทรงเรียกท่านให้สัมพันธ์สนิทกับพระบุตรของพระองค์ คือพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา” คำว่า “สามัคคีธรรม” หมายถึงการแบ่งปันหรือนำเอาสิ่งที่เหมือนกันมาแบ่งกัน หมายถึงการมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ให้มีสามัคคีธรรมกับพระองค์ ดังที่เห็นในปฐมกาล 1-2 ขณะที่บาปของอาดัมทำลายความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้า พระเจ้าทรงฟื้นฟูความสัมพันธ์ที่แตกสลายนั้นผ่านทางพระคริสต์ และความสัมพันธ์นี้ได้รับการดูแลทะนุถนอมผ่านทางการมีสามัคคีธรรมอย่างต่อเนื่อง และทางการเฝ้าเดี่ยวเป็นหนทางหนึ่งที่จะฟื้นฟูสามัคคีธรรมให้แข็งแรง

3. ทำไมเราจึงควรมีเวลาเฝ้าเดี่ยว?

มีเหตุผลมากมาย ต่อไปนี้คือเหตุผลบางส่วน

  1. รู้จักพระคริสต์มากขึ้น ถึงแม้ในช่วงบั้นปลายชีวิตของเปาโล ความปรารถนาของท่านก็คือ “ข้าพเจ้าปรารถนาจะรู้จักพระคริสต์” [ฟีลิปปี 3:10]  ความรู้เกี่ยวกับพระคริสต์จะเพิ่มมากขึ้นเมื่อเราใช้เวลาศึกษาพระวจนะของพระเจ้าเป็นการส่วนตัวมากขึ้น การใช้เวลาศึกษาพระวจนะจะเผยให้เห็นทุกสิ่งที่เราจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับพระองค์
  2. แสวงหาการนำทาง ดาวิดร้องทูลว่า “4 ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงสำแดงพระมรรคาของพระองค์แก่ข้าพระองค์ ขอทรงสอนวิถีของพระองค์แก่ข้าพระองค์ 5 ขอทรงนำข้าพระองค์ในความจริงของพระองค์ และทรงสอนข้าพระองค์ เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าพระผู้ช่วยให้รอดของข้าพระองค์ และความหวังของข้าพระองค์อยู่ในพระองค์ตลอดวันยังค่ำ” [สดุดี 25:4-5]   เราเป็นแกะที่ต้องการการนำทางอย่างต่อเนื่องจากผู้เลี้ยงแกะที่ดี เมื่อเราใช้เวลาเฝ้าเดี่ยวอยู่กับพระองค์ตามลำพัง พระองค์ทรงนำทางเราผ่านพระวจนะของพระองค์
  3. เข้มแข็งขึ้นในความเชื่อ ชีวิตคริสเตียนไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ มีแต่ความท้าทายมากมาย เราได้รับการบอกย้ำว่า “พระเยซูมักจะทรงปลีกตัวไปในที่เปลี่ยวและอธิษฐาน” [ลูกา 5:16]  หากพระเจ้าและพระอาจารย์ของเราทรงจัดสรรเวลาเพื่ออยู่ตามลำพังกับพระบิดา เราจะละเลยการฝึกวินัยฝ่ายจิตวิญญาณเช่นนี้ได้หรือ?  ศัตรูสามประการของคริสเตียน คือ – เนื้อหนัง, โลก, และซาตาน  สิ่งเหล่านี้คอยคุกคามที่จะทำลายความเชื่อของเราอยู่เสมอ ด้วยการเฝ้าเดี่ยวกับพระเจ้าและด้วยการได้รับพลังในความเชื่อที่เข้มแข็งขึ้นเท่านั้น เราจึงจะสามารถต่อสู้กับศัตรูที่เข้มแข็งและไม่ยอมลดละเหล่านี้ได้!

อาจมีเหตุผลอื่นๆ เพิ่มเติม แต่สามเหตุผลนี้น่าจะเพียงพอที่จะทำให้เราเชื่อมั่นว่าเราต้องใช้เวลาสงบกับพระเจ้าและได้รับการเสริมกำลังสำหรับการดำเนินชีวิตประจำวันของเราบนโลกนี้

4. เราจะมีเวลาสงบที่มีความหมายได้อย่างไร?

เนื่องจากความรู้ที่ปราศจากการเชื่อฟังนั้นไร้ประโยชน์ ให้เรามาดู “วิธีการ” ของการสร้างวินัยทางจิตวิญญาณนี้กัน มีสามสิ่งที่ควรค่าแก่การพิจารณานำไปปฏิบัติ

  1. จัดเวลาประจำ อย่างน้อยที่สุด ผู้เชื่อควรกำหนดเวลาประจำเจาะจงเพื่อใช้เวลากับพระเจ้าทุกเช้าและทุกคืน เราไม่สามารถเริ่มต้นวันใหม่ได้โดยไม่หันไปหาพระเจ้า  ฮัดสัน เทย์เลอร์ กล่าวถึงความสำคัญของการอธิษฐานตอนเช้าว่า “คุณจะไม่จูนเสียงเครื่องดนตรีของคุณหลังจากคอนเสิร์ตจบ แต่ควรจูนก่อนคอนเสิร์ตเริ่ม!”

เพื่อที่จะตื่นนอนให้มีเวลาทันในการอธิษฐานตอนเช้า เราต้องเข้านอนในเวลาที่เหมาะสม เราต้องอธิษฐานและขอในคืนก่อนหน้าเพื่อช่วยให้เราตื่นนอนในตอนเช้าเพื่อใช้เวลากับพระเจ้า และเมื่อนาฬิกาปลุกดังขึ้นในตอนเช้า แทนที่จะลังเลตื่นนอน เราต้องตื่นทันที เราต้องตระหนักว่าการต่อสู้เพื่อลุกขึ้นมักจะชนะหรือแพ้ในห้าวินาทีแรก เราต้องพยายามให้ความสำคัญกับพระเจ้าเป็นอันดับแรก

นอกจากนี้ เราต้องจบวันนั้นๆ กับพระเจ้า พระองค์ทรงนำพาเราผ่านวันนั้นมาได้และสมควรได้รับการขอบคุณ! นั่นคือเหตุผลที่เราต้องหลีกเลี่ยงการเฝ้าเดี่ยวตอนกลางคืนแบบครึ่งหลับครึ่งตื่น พระเจ้าสมควรได้รับความเอาใจใส่จากเราอย่างเต็มที่!

เราทุกคนควรจัดสรรเวลาให้ได้ทุกวัน  พยายามจัดเวลาอย่างน้อย 20 นาทีทุกเช้าและ 20 นาทีทุกคืนในการเข้าเฝ้า แล้วค่อยๆ เพิ่มเวลาขึ้นเรื่อยๆ   นอกจากนี้ หากมีเวลาเอื้ออำนวย เราต้องพยายามใช้เวลาอย่างน้อยสักสองสามนาทีในการสนทนากับพระเจ้าระหว่างวัน  และในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ เราสามารถพยายามจัดสรรเวลาให้มากขึ้นเพื่อใช้เวลากับพระเจ้าได้

  1. สถานที่ประจำ หากเป็นไปได้ การมีที่เงียบๆ ส่วนตัวและสะดวกที่สามารถใช้สื่อสารกับพระเจ้าได้โดยปราศจากสิ่งรบกวน [เช่น โทรทัศน์ อินเทอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือ ฯลฯ] ถือเป็นเรื่องดี ความเป็นส่วนตัวสามารถช่วยได้มากในการสื่อสารกับพระเจ้า สำหรับบางคน อาจเป็นที่บ้านหรือแม้แต่ในรถยนต์  ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด เราจำเป็นต้องหาสถานที่ที่เรียกว่า “ที่ส่วนตัว” ของเรา
  2. รูปแบบประจำ พระคัมภีร์ไม่ใช่หนังสือแนวทัศนคติในการใช้ชีวิตทั่วไป พระเจ้าทรงเปิดเผยพระวจนะของพระองค์อย่างค่อยเป็นค่อยไปและเป็นระบบ  ดังนั้น เราต้องพัฒนาและปฏิบัติตามแผนการอ่านพระคัมภีร์อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะช่วยให้เราศึกษาพระคัมภีร์ทั้งเล่ม นอกจากการศึกษาพระคัมภีร์แล้ว เรายังต้องใช้เวลาอธิษฐาน  การอธิษฐานควรประกอบด้วยการสรรเสริญ, การสารภาพ, การขอบพระคุณ, และการวิงวอนขอต่อพระเจ้า

เมื่อเราเข้าใจคำถามทั้ง 4 ข้อข้างต้นแล้ว ต่อไปนี้เป็นข้อคิดสรุปบางส่วน

กิจกรรมใดๆ ก็ตามจะใช้เวลาประมาณ 4 สัปดาห์จึงจะกลายเป็นนิสัย หากเรายังไม่มีวินัยในการเฝ้าเดี่ยวคงเวลา ทำไมไม่เริ่มเสียตอนนี้ล่ะ – คืนนี้หรือเช้าพรุ่งนี้เช้าได้!  หากเรารอจนกว่าเราจะ “รู้สึก” อยากฝึกฝนวินัยนี้ แน่นอนว่าเนื้อหนัง [และมาร] จะรับประกันได้ว่าความรู้สึกนั้นจะไม่เกิดขึ้น

ใช่ บางครั้งคริสเตียนก็รู้สึกแห้งแล้งในช่วงเวลาแห่งการเฝ้าเดี่ยว  แต่อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ใช่เหตุผลที่จะยอมแพ้ แต่ในช่วงเวลาเช่นนั้นเองที่เราต้องใกล้ชิดพระเจ้ามากขึ้น!  หลายคน [รวมถึงศิษยาภิบาล] ยืนยันว่าช่วงเวลาแห่งการเฝ้าเดี่ยวของพวกเขาลดน้อยลง [หรืออาจจะหยุดลงโดยสิ้นเชิง] ก่อนที่จะตกอยู่ในบาป

เราต้องสำรวจชีวิตของเราเองและตั้งคำถามอย่างจริงจังว่า: หากเรากำลังต่อสู้กับบาป หรือไม่ได้มีการเติบโตทางจิตวิญญาณหรือความชื่นชมยินดีในชีวิตคริสเตียนมากนัก นั่นอาจเป็นเพราะขาดการใช้เวลาเฝ้าเดี่ยวกับพระเจ้าอย่างสม่ำเสมอหรือไม่? หากเป็นเช่นนั้น ขอให้เรากลับใจจากบาปนี้และแก้ไขสิ่งต่างๆ ทันที

ชาวแอฟริกันในยุคแรก ๆ ที่กลับใจมารับเชื่อพากันอุทิศตนอย่างจริงจังและสม่ำเสมอในการเฝ้าเดี่ยวกับพระเจ้า  จากคำบอกเล่ามีรายงานว่า ในไร่ที่พวกเขาทำงาน แต่ละคนมีจุดพุ่มไม้ส่วนตัวที่เขาจะคุกเข่าอธิษฐานเทใจถวายแด่พระเจ้า เมื่อเวลาผ่านไป จุดส่วนตัวของแต่ละคนก็จะเริ่มให้เห็นเป็นหลุมร่องรอยของการคุกเข่าทั้งสองข้างที่พื้นดิน  ผลที่ตามมาคือ หากผู้เชื่อคนใดคนหนึ่งเริ่มละเลยการอธิษฐาน คนอื่นๆ ก็จะสังเกตเห็นได้ในไม่ช้า พวกเขาจะเตือนผู้เชื่อที่ละเลยอย่างอ่อนโยนว่า “พี่/น้องเอ๋ย หญ้าขึ้นกลบรอยเข่าของท่านแล้ว“

ลองพิจารณาชีวิตของเราดู: หญ้าขึ้นกลบในชีวิตของเราหรือยัง? ถ้าใช่ ยังไม่สายเกินไป ให้เรากลับใจและทูลขอพระเจ้าช่วยให้เรากลับมาอยู่ในเส้นทางเดิมโดยฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระองค์จะทรงสดับฟังเสียงร้องที่จริงใจของเรา พระองค์จะทรงช่วยให้เรากลับมาอยู่ในเส้นทางเดิมและมีความสุขกับการร่วมสามัคคีธรรมกับพระองค์

สุดท้ายนี้ ขอให้เราระลึกไว้ว่าช่วงเวลาแห่งการเฝ้าเดี่ยวเป็นสิทธิพิเศษและความชื่นชมยินดีของหัวใจที่ได้รับการไถ่บาป—หัวใจของคนที่ได้เข้าสู่การร่วมสามัคคีธรรมกับพระเยซูคริสต์แล้ว ขอให้เราสัมผัสการร่วมมีสามัคคีธรรมนี้ตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ของเราบนโลกนี้!

Category

Leave a Comment