ที่มืดต้องการแสงสว่าง

Posted byThai Editor July 15, 2025 Comments:0

(English Version: “Dark Places Need Bright Lights”)

ผู้หญิงคนหนึ่งเคยปรึกษากับศิษยาภิบาลของเธอว่า “ฉันทนไม่ไหวแล้ว ฉันเป็นคริสเตียนคนเดียวในที่ทำงาน เจอแต่คำ เยาะเย้ยและถากถาง มันมากเกินกว่าที่จะทนได้ ฉันจะลาออก”  “คุณบอกผมได้ไหม” ศิษยาภิบาลถาม “ว่าแสงสว่างจะถูก วางไว้ที่ไหน?”  “มันเกี่ยวอะไรด้วย!” เธอถามเขาอย่างตรงไปตรงมา “ไม่เป็นไร ตอบมาก่อนครับว่า แสงสว่างจะถูกวางไว้ที่ ไหน?”  “ฉันคิดว่าวางในที่มืด” เธอตอบ  และศิษยาภิบาลก็พูดว่า “ใช่! พระเจ้าทรงวางคุณไว้ในที่ๆ มีความมืดทางจิตวิญญาณ มากมายและไม่มีคริสเตียนคนอื่นที่จะส่องแสงให้เขา”

เป็นครั้งแรกที่คริสเตียนสาวตระหนักถึงโอกาสที่เป็นของเธอ และเหตุนี้เธอจึงไม่สามารถทำให้พระเจ้าผิดหวังด้วยการปล่อยให้ แสงของเธอดับไป เธอกลับไปทำงานด้วยความมุ่งมั่นใหม่ที่จะปล่อยให้แสงสว่างของเธอส่องไปที่มุมมืดนั้น  ในที่สุดเธอได้ กลายเป็นเครื่องมือในการนำผู้หญิงอีกเก้าคนไปสู่แสงสว่างของพระเยซูคริสต์ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะเธอตระหนักว่าตัวเองถูก วางไว้ในสถานที่มืดมิดเพื่อที่จะเปล่งประกายอย่างสดใส

ในทำนองเดียวกัน  เช่นเดียวกับผู้หญิงคนนั้น  เราทุกคนต้องตระหนักว่าเราถูกเรียกให้เป็นแสงสว่างในโลกที่มืดมิดรอบตัวเรา ฟีลิปปี 2:14-16 อธิบายว่าคริสเตียนเป็นแสงที่ส่องสว่างอย่างเจิดจ้า เช่นเดียวกับดวงอาทิตย์  ดวงจันทร์  และดวงดาวที่ส่อง สว่างในจักรวาลที่มืดมิด ผู้เชื่อควรนำแสงสว่างมาสู่จิตใจที่มืดมิดของผู้คนรอบข้างพวกเขา

เมื่อพระเยซูทรงอธิบายแก่ผู้ติดตามพระองค์ว่าพวกเขาเป็นแสงสว่างของโลก [มัทธิว 5:14] พระองค์หมายความว่าเราเป็น ผู้สะท้อนแสงสว่างไม่ใช่ผู้กำเนิดแสงสว่าง พระเยซูคือแหล่งที่มาของแสงสว่างซึ่งเราได้รับ  พระเยซูเองตรัสว่า “เราเป็นความ สว่างของโลก ผู้ที่ติดตามเราจะไม่เดินในความมืด แต่จะมีความสว่างแห่งชีวิต” [ยอห์น 8:12]  ในฐานะผู้ติดตามพระเยซู  เราต้องสะท้อนแสงของพระองค์ไปยังโลกที่มืดมิด เราเป็นเหมือนดวงจันทร์ที่ส่องแสงในคืนที่มืดมิด แม้ว่าดวงจันทร์จะให้แสง สว่าง แต่ก็ไม่มีแสงของตัวเอง มันเพียงแต่สะท้อนแสงอาทิตย์เท่านั้น เราเองก็เป็นแบบนั้น—ผู้สะท้อนแสง

อย่างไรก็ตาม ในฐานะคริสเตียน เรามักจะลืมความจริงพื้นฐานเหล่านี้ เราลืมไปว่าพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ทรงให้เราอยู่ในสถานที่ เฉพาะ ในเวลาเฉพาะ เพื่อจุดประสงค์หลักในการส่องแสงเพื่อพระองค์  เราต้องทำหน้าที่ที่พระเจ้ามอบหมายให้ด้วยความ ซื่อสัตย์และไม่ทำให้พระองค์ผิดหวัง ฟีลิปปี 2:14-16 ช่วยให้เราบรรลุจุดประสงค์อันมีเกียรตินั้นได้

1. พระบัญชา [14]

“จงทำทุกอย่างโดยปราศจากการบ่นหรือโต้เถียงกัน”  เช่นเดียวกับที่หน้าต่างให้แสงอาทิตย์ส่องเข้ามาในบ้าน เราก็ต้องปล่อยให้ แสงของพระคริสต์ส่องผ่านตัวเรา อย่างไรก็ตาม เมื่อหน้าต่างมัวหมองเพราะฝุ่น แสงก็จะส่องผ่านเข้ามาไม่ได้ ในทำนองเดียว กัน คริสเตียนอาจขัดขวางไม่ให้แสงของพระคริสต์ส่องผ่านพวกเขาได้อย่างสว่างไสวโดยการปล่อยให้บาปเข้ามาครอบงำชีวิต ของพวกเขา และมีบาปอย่างหนึ่งที่ขัดขวางไม่ให้ผู้เชื่อส่องแสงอย่างสว่างไสวเพื่อพระคริสต์ นั่นคือบาปแห่งการบ่นและโต้เถียง กัน นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมพระบัญชาจึงเป็น “จงทำทุกอย่างโดยปราศจากการบ่นหรือโต้เถียงกัน”  ในภาษาดั้งเดิม คำว่า “ทุกอย่าง” ปรากฏอยู่ที่จุดเริ่มต้นของประโยค และคำว่า “ทำ” อยู่ในรูปกิริยาปัจจุบัน ในความหมายตามตัวอักษร จะอ่านดังนี้: “ทุกอย่างดำเนินต่อไปโดยไม่บ่นหรือโต้เถียงกัน”

คำว่า “บ่นพึมพำ” หมายถึงท่าทีที่บ่นขมุบขมิบ  พึมพำ  หรือแสดงความไม่พอใจอย่างลับๆ  จริงๆ แล้วการแสดงความไม่ พอใจต่อสถานการณ์ต่างๆ เป็นการไม่ให้เกียรติพระเจ้าหาใช่การบ่นพึมพำไม่ มันเป็นการแสดงความไม่พอใจต่อสถานการณ์, ผู้คน, และท้ายที่สุดคือต่อพระเจ้า  คำว่า “โต้เถียง” มาจากคำภาษากรีกและใช้ในภาษาอังกฤษซึ่งคือคำว่า “บทสนทนา” หมายถึงการใช้เหตุผลภายในเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เราเผชิญ การบ่นพึมพำอย่างต่อเนื่องต่อพระประสงค์ของพระเจ้าไม่เพียง แต่ขัดขวางไม่ให้เราทำตามพระประสงค์ของพระเจ้าด้วยใจที่เชื่อฟังเท่านั้น [ฟีลิปปี 2:12-13] แต่ยังนำไปสู่การโต้เถียงและกบฏ ต่อพระเจ้าในที่สุด!

เมื่อเปาโลกล่าวว่า “อย่าบ่น” เขาน่าจะนึกถึงท่าที่ชาวอิสราเอลมักจะบ่นระหว่างการเดินทางในถิ่นทุรกันดาร [อพยพ 14:10-12; 15:23-24, 16:2-3, 17:3; กันดารวิถี 14:2]  โมเสสบอกพวกเขาว่าเมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว การบ่นของพวกเขาไม่ได้ เป็นการบ่นต่อตัวโมเสสเองหรือผู้นำคนอื่นๆ แต่เป็นการบ่นต่อพระเจ้าโดยตรง “พวกท่านไม่ได้บ่นต่อพวกเรา แต่บ่นต่อพระเจ้า” [อพยพ 16:8]  แล้วพระเจ้าทรงตอบสนองอย่างไรต่อท่าทีบ่นของพวกเขา? ก็พระพิโรธและการพิพากษาอย่างไรล่ะ! กันดารวิถี 11:1 กล่าวว่า “เมื่อพระองค์ได้ยินพวกเขา พระพิโรธของพระองค์ก็พุ่งขึ้น ไฟจากพระเจ้าก็ลุกไหม้ท่ามกลางพวกเขา และเผา ผลาญบริเวณรอบนอกของค่ายไปบ้าง”

ดังนั้นการบ่นจึงไม่ใช่แค่เรื่องธรรมดาในสายพระเนตรของพระเจ้าเท่านั้น แต่ยังทำให้พระเจ้ากริ้วและนำไปสู่การพิพากษาของ พระองค์ด้วย  ดังนั้นเปาโลจึงเตือนคริสเตียนเกี่ยวกับอันตรายของการบ่น ท่านพูดว่า “ท่านทั้งหลายอย่าบ่นเหมือนอย่างที่บาง คนในพวกเขาได้บ่น แล้วก็ต้องพินาศด้วยองค์เพชฌฆาต” [1 โครินธ์ 10:10]

การบ่นเป็นบาปเพราะกระทบโดยตรงต่ออำนาจสูงสุดของพระเจ้า พระเยซูเองทรงแสดงให้เห็นผ่านคำอุปมา [มัทธิว 20:1-16] ว่าการบ่นเป็นบาปต่อพระเจ้าผู้ทรงแสนดีและเปี่ยมด้วยพระคุณ การบ่นหมายความว่าพระเจ้าไม่ควรปล่อยให้เราประสบกับ สิ่งที่เรากำลังประสบอยู่ในขณะนี้ นั่นคือเหตุผลที่เราต้องปลูกฝังใจที่ยอมจำนน—ใจที่รับรู้ว่าพระเจ้าทรงควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง ไว้อย่างมั่นคงและกำลังทำทุกอย่างตามพระประสงค์ของพระองค์ และเราไม่ควรต่อต้านพระองค์

2. เหตุผล [15-16]

เปาโลกล่าวต่อไปถึงเหตุผลที่ผู้เชื่อควรทำทุกสิ่งโดยไม่บ่นและโต้เถียงกันในสองข้อต่อไปนี้  15 เพื่อท่านทั้งหลายจะปราศจาก ตำหนิและไม่มีความผิด เป็น ‘บุตรที่ปราศจากตำหนิของพระเจ้า’ ในท่ามกลาง ‘ยุคที่คดโกงและวิปลาส’ ท่านปรากฏในหมู่พวก เขาดุจดวงสว่างต่างๆในโลก 16 ขณะที่พวกท่านยึดมั่นในพระวจนะแห่งชีวิต”  เมื่อคริสเตียนทำทุกสิ่งโดยไม่บ่นและโต้เถียงกัน พวกเขาก็ได้พิสูจน์ถึงลักษณะนิสัยที่ดีของพวกเขาในฐานะลูกของพระเจ้า—ผู้ส่องแสงท่ามกลางคนรุ่นนี้ที่คดโกงและเสื่อม ทราม

อุดมการณ์ของพระเจ้าสำหรับประชากรของพระองค์คือ ในด้านลักษณะนิสัยและการประพฤติตน ไม่ควรเป็นแง่ลบจากสายตา คนภายนอก [“ไม่มีที่ตำหนิ”] และไม่มีสิ่งที่เป็นแง่ลบอยู่ภายใน [“บริสุทธิ์”]  คริสเตียนไม่ควรมีวาระซ่อนเร้นแอบแฝง, แรงจูงใจ ที่ซ่อนอยู่ เบื้องหลัง, พูดสิ่งหนึ่งในขณะที่หมายความอีกสิ่งหนึ่ง, ฯลฯ  คริสเตียนควรมีชีวิตที่ดีพร้อมโดยรวม ในแบบที่ดึงดูดโลก ที่ไม่เชื่อรอบตัวพวกเขาให้มาหาพระคริสต์  ผู้เชื่อต้องถวายเกียรติแด่พระเจ้าโดยปล่อยให้แสงสว่างของพระองค์ส่องผ่านพวก เขาขณะที่พวกเขาถือมั่นในพระวจนะของพระองค์และส่งต่อให้กับผู้อื่นเช่นกัน!

ความคิดปิดท้าย

ในฐานะผู้เชื่อ เราพูดอย่างมั่นใจว่า “พระเยซูคือคำตอบสำหรับทุกปัญหา พระองค์อยู่กับฉันตลอดเวลา”  เราถึงกับพูดว่า “พระเจ้าแห่งพระคัมภีร์คือพระเยโฮวาห์-ยิเรห์—ผู้จัดเตรียมทุกสิ่ง”  อย่างไรก็ตาม หากเราเชื่อความจริงเหล่านี้อย่างสุดหัวใจ จริงๆ แล้วทำไมเราจึงบ่นอยู่ตลอดเวลาว่า “ทำไมฉันถึงอยู่ในสถานการณ์แบบนี้, ทำไมฉันถึงอยู่ในสถานที่แบบนี้, ทำไมฉันถึง อยู่ในงานนี้, ทำไมฉันถึงไม่รวย, ทำไมฉันถึงอยู่ในครอบครัวนี้, ทำไมฉันยังโสด, ทำไมฉันถึงแต่งงาน, ทำไมฉันถึงอยู่ใน คริสตจักรนี้, ทำไม? ทำไม? ทำไม? ทำไม?”

ดูเหมือนว่าเราได้ยอมรับความคิดของโลกและ “ยอมรับ” การบ่นว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต “ปกติ” ของเรา “ฉันต้องระบายความ รู้สึก ถ้าไม่ระบายความรู้สึก ฉันจะระเบิดออกมา” นั่นเป็นสิ่งที่คนในโลกกล่าว  อย่างไรก็ตาม เราในฐานะคริสเตียนมักจะ “ทำให้การบ่นของเราเป็นบ่นแบบคริสเตียน” โดยกล่าวว่า “เพราะพระเจ้าเป็นพระบิดาของฉัน ฉันจึงพูดทุกสิ่งที่ฉันต้องการพูด ได้ ฉันสามารถแสดงออกได้อย่างอิสระ” หากเรามีทัศนคติเช่นนั้น เราต้องกลับไปอ่าน กดว. 11:1 และ 1คร. 10:10 อีกครั้ง!

แม้ว่าบางคนอาจไม่บ่นภายนอกเพราะว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ “คริสเตียน” ควรทำ แต่ในใจพวกเขายังคงรู้สึกขุ่นเคืองกับสถานการณ์ ในชีวิตของตนอยู่ ซึ่งนั่นก็แย่พอๆ กัน – เพราะสำหรับพระเจ้าแล้ว ไม่ใช่แค่สิ่งที่เราพูดเท่านั้นที่สำคัญ – แต่สิ่งที่เราคิดก็สำคัญ เช่นกัน!

เด็กชายคนหนึ่งถูกพ่อบอกซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้นั่งลง  ในที่สุด พ่อก็เตือนว่าหากเด็กชายไม่เชื่อฟังเขาจะโดนตี  เด็กชายจึงนั่งลง แต่เขาก็บอกว่า “ผมนั่งข้างนอก แต่ข้างในผมกำลังยืนอยู่”

เราไม่ควรเป็นเหมือนเด็กชายคนนั้นเมื่อต้องยอมจำนนต่อพระประสงค์ของพระเจ้า การเชื่อฟังพระประสงค์ของพระเจ้าในทุก ขั้นตอนของชีวิตประจำวันต้องเต็มใจและหมดใจ และสิ่งนี้จะไหลออกมาจากใจที่ยอมจำนนต่อพระองค์อย่างสิ้นเชิงเท่านั้น

ผู้เชื่อต้องจำไว้ด้วยว่าเมื่อเราบ่น เราต่างจากคนอื่นที่ไม่เชื่อที่มักบ่นอยู่เสมอ เราจะเปล่งประกายได้อย่างไรหากเรายังคงบ่นอยู่ ตลอดเวลา จำไว้ว่าการบ่นและการเปล่งประกายไม่สามารถไปด้วยกันได้! การบ่นจะต้องหายไปหากจะเริ่มต้นการเปล่งแสง ประกาย เราไม่สามารถบ่นต่อไปได้และในเวลาเดียวกันก็ถวายเกียรติแด่พระคริสต์และดึงดูดผู้อื่นให้มาหาพระองค์

ดังนั้น เรามาเรียนรู้ที่จะปลูกฝังเผื่อแสดงให้เห็นถึงการเชื่อฟังพระบัญญัติข้อนี้: “จงขอบพระคุณในทุกกรณี เพราะนี่แหละเป็น น้ำพระทัยของพระเจ้าในพระเยซูคริสต์เพื่อท่านทั้งหลาย” [1 ธส. 5:18]  เมื่อเรานำฟีลิปปี 2:14 [“จงทำทุกสิ่งโดยไม่บ่นและ โต้เถียงกัน”] และ 1 เธสะโลนิกา 5:18 มารวมกัน เราจะเห็นว่าพระเจ้าต้องการให้ลูกๆ ของพระองค์มีท่าทีคือ: อย่าบ่นในทุก สถานการณ์ แต่จงขอบคุณ!

บางทีแสงสว่างของเราอาจไม่ได้ส่องสว่างสดใสอยากที่คิดเพราะทัศนคติที่ชอบบ่นติดเป็นนิสัย ในชีวิตของเรา  คุณไม่อาจจินตนาการถึงประภาคารที่บ่นลำพังบนชายฝั่งที่เปล่าเปลี่ยว หากมันพูดได้ มันคงปลอบใจตัวเอง และพูดว่า “ฉันอยู่ที่นี่เพื่อให้แสงสว่างเพื่อให้เรือที่ต่อสู้กับความมืด, เฮอริเคน, และพายุทุกอย่างสามารถไปถึงท่าเรือได้อย่าง ปลอดภัย”  ในทำนองเดียวกัน คุณและผมไม่ควรโต้เถียงหรือบ่นเกี่ยวกับสถานการณ์ในชีวิตของเรา แต่ในฐานะลูกของพระองค์  เรายินดี ยอมจำนนต่อพระประสงค์ของพระองค์ตลอดเวลา  เราถูกเรียกให้เป็นแสงแห่งพระกิตติคุณเพื่อให้นำให้จิตวิญญาณที่มีปัญหา สามารถพบกับความสงบและการพักผ่อนในพระเยซูเจ้าได้ เราจะต้องไม่ทำให้พระองค์ผิดหวังที่ทรงวางใจให้เรารับใช้  คุณและผมเป็นเหมือนแสงสว่าง – ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่  บางคนเป็นเหมือนไม้ขีดไฟและบางคนเป็นคบเพลิง  อย่างไรก็ตาม โปรดจำไว้ว่าไม้ขีดไฟก็เป็นตัวจุดคบเพลิง เราอาจไม่ใช่คบเพลิงทั้งหมด แต่เราทุกคนสามารถเป็นไม้ขีดไฟได้อย่างแน่นอน พระเจ้าของเราทรงใช้แม้แต่ลูกที่อ่อนแอที่สุดของพระองค์เพื่อบรรลุพระประสงค์ของพระองค์ได้

มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับผู้โดยสารเรือจากแอตแลนติกที่นอนหมดแรงอยู่บนเตียงสองชั้นท่ามกลางพายุ เขามีอาการเมาเรือ จนแทบจะตาย  จู่ๆ ได้ยินเสียงร้องว่า “มีคนตกน้ำ!” ปัญหาอย่างหนึ่งคือพวกเขาคือไม่สามารถมองเห็นชายที่ตกน้ำ นั้นได้ ผู้โดยสารที่ป่วยอยู่ไม่สามารถช่วยอะไรได้  เขาจึงได้อธิษฐานว่า “ขอพระเจ้าช่วยชายผู้น่าสงสารคนนั้นด้วยเถิด ลูกช่วยอะไรไม่ได้เลย”  จากนั้นเขาก็คิดว่าอย่างน้อยเขาก็สามารถวางโคมไฟไว้ที่ช่องหน้าต่างได้ ไม่แน่ใจว่าจะช่วย อะไรได้หรือเปล่า

แต่ต่อมา ชายที่จมน้ำก็ได้รับการช่วยเหลือ และในวันรุ่งขึ้น ขณะที่เขาเล่าประสบการณ์นี้ให้คนอื่น ฟัง เขาเล่าว่า “ผมกำลังจะจมลงไปในความมืดเฮือกสุดท้าย แล้วก็มีคนเอาโคมไฟมาวางในช่องหน้าต่างมันส่องมาที่ มือของผม และลูกเรือในเรือชูชีพเห็นก็คว้ามือผมและดึงผมขึ้นมา”

พี่น้องคริสเตียนที่รัก การมีน้อยก็ถือว่ามากได้หากพระเจ้าสถิตอยู่ในนั้น  ความอ่อนแอไม่ใช่ข้ออ้างสำหรับการไม่ใช้กำลังน้อยๆ ที่เรามีทั้งหมด ใครจะรู้ว่าพระเจ้าจะใช้กำลังน้อยๆ เหล่านี้อย่างไร หากเราเต็มใจที่จะส่องแสง พระองค์จะทรงใช้เราเพื่อช่วยให้วิญญาณหลุดพ้นจากอันตรายของบาป ใช่แล้ว การส่องแสงเพื่อ พระคริสต์ในโลกที่มืดมิดไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป อย่างไรก็ตาม พระเจ้าได้มอบข่าวที่ดีที่สุดในโลกทั้งใบให้กับเรา – ข่าวที่มนุษย์ ทุกคนต้องการอย่างยิ่ง นั่นคือ ข่าวดีเกี่ยวกับการอภัยบาปผ่านความเชื่อในพระเยซูคริสต์!

การส่องแสงเพื่อพระเยซูช่างเป็นสิทธิพิเศษอะไรเช่นนี้! การที่พระองค์ใช้เราช่างเป็นความน่ายินดีอะไรเช่นนี้! แต่จำไว้ว่าการ ส่องแสงเป็นผลจากการเผาไหม้เสมอ ขี้ผึ้งของเทียนจะละลายหายไปเมื่อกำลังให้แสงสว่าง อายุการใช้งานของหลอดไฟจะลด ลงเมื่อกำลังให้แสงสว่าง กล่าวอีกนัยหนึ่ง ชีวิตคริสเตียนมีการเสียสละ หากเราปรารถนาที่จะให้พระเจ้าใช้เรา เราก็ต้องเต็มใจที่ จะละทิ้งบาป เป้าหมายส่วนตัว การเงิน เวลา ฯลฯ ของเรา  คริสเตียนหลายคนไม่ได้ส่องแสงเพราะพวกเขาไม่เข้าใจหลักการ พื้นฐานที่ไม่อาจต่อรองนี้ได้เกี่ยวกับชีวิตคริสเตียน นั่นคือ ไม่เผาไหม้ ก็ไม่มีการส่องแสง!

อย่างไรก็ตาม ในฐานะผู้เชื่อ ควรหรือที่เราจะลังเลในการสละชีวิตเพื่อพระเยซู – หากจำเป็น  พระองค์ลังเลที่จะสละชีวิตบนไม้ กางเขนเพื่อบาปของเราหรือไม่? ไม่เลย! ความคิดเช่นนี้ไม่ควรแม้แต่นำมาพูดถึง! เราต้องอธิษฐานเสมอว่า “พระเยซูเจ้า พระองค์มีค่าควรแก่ทุกสิ่ง โปรดรับข้าพระองค์และใช้ข้าพระองค์ในที่ที่ข้าพระองค์อยู่ตอนนี้ด้วยเถิด โปรดนำทางและชี้แนะข้า พระองค์ทุกย่างก้าว ข้าพระองค์ต้องการมีชีวิตเพื่อพระองค์ และให้แสงสว่างของพระองค์ส่องผ่านข้าพระองค์—ที่นี่และตอนนี้!”

Category

Leave a Comment