ผู้เป็นสุขหรือผู้ได้รับพระพร – ผู้รู้สึกบกพร่องฝ่ายจิตวิญญาณจะเป็นสุข

Posted byThai Editor February 21, 2026 Comments:0

(English Version: The Beatitudes – Blessed are the Poor in Spirit)

นี่เป็นบทความที่ 2 ในชุดซีรี่ย์บทความเกี่ยวกับผู้เป็นสุข  ที่มาจากพระธรรมมัทธิว 5:3-12 ซึ่งพระเยซูเจ้าทรงอธิบายถึงทัศนคติ 8 ประการที่ควรมีในชีวิตของผู้เชื่อทุกคนที่อ้างตัวว่าเป็นผู้ติดตามพระองค์

**********************************************

องค์พระเยซูเจ้าทรงเริ่มต้นคำเทศนาบนภูเขาด้วยถ้อยคำอันน่าทึ่งว่า “บุคคลผู้ใดรู้สึกบกพร่องฝ่ายจิตวิญญาณ ผู้นั้นเป็นสุข เพราะอาณาจักรแห่งสวรรค์เป็นของเขา” [มัทธิว 5:3] “บกพร่องฝ่ายวิญญาณ” คือทัศนคติขั้นพื้นฐาน ในขณะที่โลกยกย่องผู้ที่มีจิตวิญญาณเข้มแข็ง พระคัมภีร์กลับเรียกร้องให้ผู้เชื่อแสดงความบกพร่องฝ่ายจิตวิญญาณ นั่นคือการดำเนินชีวิตแบบทวนกระแสวัฒนธรรมของโลกนี้!

เราต้องเข้าใจว่าความรู้สึก “บกพร่องฝ่ายจิตวิญญาณ” ไม่ได้หมายถึงคนที่มีจิตใจอ่อนแอหรืออ่อนแอในความเชื่อ และไม่ใช่หมายถึงการพูดว่า “ฉันไม่มีค่าเลย”  แต่ขณะเดียวกัน ในทางตรงกันข้าม มันคือการเชื่อและพูดว่า “พระเจ้า… ข้าพระองค์ไม่มีปัญญาหรือความสามารถใดๆ ที่จะดำเนินชีวิตตามมาตรฐานของพระองค์เลย ข้าพระองค์ไม่มีสิ่งที่จำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิตตามที่พระองค์ทรงเรียกให้ข้าพระองค์เป็น! ข้าพระองค์ต้องการพระองค์ในทุกสิ่ง ข้าพระองค์พึ่งพาพระองค์ในทุกสิ่ง นอกจากพระองค์แล้ว ข้าพระองค์ก็พินาศฝ่ายจิตวิญญาณ!”

คุณจะเห็นว่าคำภาษากรีกที่แปลว่า “บกพร่อง” คือหมายถึงความยากจน ถูกใช้เพื่ออธิบายถึงคนที่ไม่มีทรัพยากรทางวัตถุใดๆ เลย และด้วยเหตุนี้จึงต้องพึ่งพาผู้อื่นโดยสิ้นเชิงเพื่อความอยู่รอดขั้นพื้นฐาน [ดู ลูกา 16:19-20] ภาพจากเรื่องนี้คือขอทานที่ก้มฟุบลงที่พื้น หน้าของเขาแนบติดดิน  คลุมศีรษะ และรู้สึกละอายใจแม้จะเงยหน้าขึ้นมอง แต่กลับยื่นมือออกไปรับเงิน

อย่างไรก็ตาม ในมัทธิว 5:3 เนื่องจากพระเยซูทรงเติมคำว่า “ฝ่ายจิตวิญญาณ” เข้าไปในคำว่า “ยากจน” เราจึงทราบว่าพระองค์ไม่ได้ทรงหมายถึงความยากจนทางวัตถุ แต่ทรงหมายถึงความยากจนทางจิตวิญญาณเป็นหลัก [ดู วว. 3:17-18] ซึ่งเป็นความว่างเปล่าทางจิตวิญญาณ ทั้งคนรวยและคนจนต่างก็ทำบาป ทั้งสองไม่มีทรัพยากรที่จะดำเนินชีวิตที่พระเจ้ายอมรับ ทั้งสองจำเป็นต้องเข้าใจความจริงข้อนี้และหันมาหาพระเยซู พระองค์คือผู้เดียวที่สามารถจัดหาสิ่งที่พวกเขาไม่มีในแง่ของการดำเนินชีวิตที่พระเจ้าพอพระทัย นั่นคือความหมายของความยากจนหรือบกพร่องฝ่ายจิตวิญญาณ!

ตัวอย่างดีที่สุดที่แสดงให้เห็นถึงคนบกพร่องฝ่ายจิตวิญญาณจะเป็นคนกลุ่มเดียวที่จะเข้าสู่อาณาจักรแห่งสวรรค์นั้น เห็นได้จาก “อุปมาเรื่องคนฟาริสีและคนเก็บภาษี” ที่พระเยซูทรงตรัสสอนไว้ในลูกา 18:8-14 ชายฟาริสีผู้ชอบธรรมในอุปมาเรื่องนั้นเต็มไปด้วยความสำเร็จทางฝ่ายจิตวิญญาณของตนเองจนเขามองไม่เห็นความจำเป็นในการได้รับการอภัยบาปของตน  ในทางกลับกัน คนเก็บภาษีกลับไม่เห็นอะไรเลยนอกจากบาปที่ตนทำต่อพระเจ้าผู้บริสุทธิ์ จึงตีอกชกหัวและร้องว่า “ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงเมตตาข้าพระองค์ผู้เป็นคนบาปเถิด” [ลูกา 18:13] นั่นคือภาพของผู้ที่บกพร่องฝ่ายจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นอีกวิธีหนึ่งในการอธิบายถึงคนยากจนฝ่ายจิตวิญญาณ ไม่น่าแปลกใจเลยที่เขากลับถึงบ้านโดยได้รับการอภัยบาป ไม่ใช่ฟาริสีผู้ซึ่งเพราะความเย่อหยิ่งของเขาจึงมองไม่เห็นความว่างเปล่าฝ่ายจิตวิญญาณของตนเอง

ตราบใดที่เรายังเห็นว่าตนเองมีคุณสมบัติพอที่จะดำรงอยู่ในความถูกต้องฝ่ายจิตวิญญาณกับพระเจ้า เราจะไม่มีวันแสวงหาการอภัยบาปจากพระเยซู ซึ่งหมายความว่าเราจะไม่มีวันได้รับชีวิตนิรันดร์ และจะไม่มีวันเข้าสู่อาณาจักรของพระเจ้าได้ แต่เมื่อใดที่โดยพระคุณของพระเจ้า เรามองเห็นตนเองว่างเปล่าฝ่ายจิตวิญญาณ เราจะหันไปหาพระคริสต์เพียงผู้เดียวเพื่อการอภัยบาป และด้วยเหตุนี้ เราจะได้รับชีวิตนิรันดร์ และจะเข้าสู่อาณาจักรของพระเจ้าได้

อย่างไรก็ตาม ความบกพร่องฝ่ายจิตวิญญาณไม่ได้หยุดอยู่แค่การกลับใจ เราต้องจำไว้ว่าแม้เราจะได้รับความรอดแล้ว แต่เราก็ยังไม่สามารถดำเนินชีวิตคริสเตียนด้วยกำลังของเราเองได้ เราไม่มีคุณสมบัติที่จะทำให้พระเจ้าพอพระทัยด้วยตัวเราและกำลังของเราเอง เราต้องพึ่งพาและร้องทูลพระเจ้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้เราดำเนินชีวิตตามที่พระองค์ทรงเรียกเราให้ดำเนินนั้น โดยอาศัยพลังอำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่สถิตอยู่ภายในเรา

น่าเศร้าที่เรามักจะล้มเหลวในเรื่องนี้ เราเหมือนเด็กเล็ก ๆ ที่เริ่มต้นหัดขี่จักรยานโดยใช้ล้อเสริมช่วย แล้วในที่สุดก็สามารถถอดล้อเสริมออก และขับเองได้อย่างภาคภูมิในตัวเองจนกระทั่งล้ม แม้ว่าเราจะไม่เคยพูดออกมาดัง ๆ แต่เราก็มักจะทำแบบเดียวกัน เรามักจะทำอะไรด้วยตัวเอง ล้มลง แล้วก็พึ่งพาพระเจ้า

แต่หากเราอ่านพระวจนะของพระเยซูอย่างถูกต้อง พระองค์ตรัสว่า เฉพาะผู้ที่แสดงออกถึงทัศนคติว่าตนรู้สึกบกพร่องฝ่ายจิตวิญญาณนี้เป็นวิถีชีวิตเท่านั้น ที่เป็นพลเมืองที่แท้จริงของอาณาจักรแห่งสวรรค์  ดังนั้น เราต้องจริงจังกับเรื่องนี้ ด้วยฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราต้องปรารถนาที่จะดำเนินชีวิตแบบนี้ ไม่ใช่เพื่อเข้าสู่อาณาจักรของพระเจ้า แต่เพื่อให้แน่ใจว่าเราเป็นพลเมืองของอาณาจักรนั้นอย่างแท้จริง!

ท้ายที่สุด รางวัลสำหรับผู้ที่แสวงหาความบกพร่องฝ่ายจิตวิญญาณให้เป็นวิถีแห่งการดำเนินชีวิตคือ “อาณาจักรสวรรค์เป็นของพวกเขา” [มัทธิว 5:3]  ส่วนสุดท้ายสามารถแปลได้ดีกว่าว่า “ของพวกเขา และพวกเขาเท่านั้นที่รับอาณาจักรสวรรค์” พวกเขาเท่านั้นที่เป็นเจ้าของอาณาจักรสวรรค์ หรืออาณาจักรของพระเจ้า ซึ่งก็คืออาณาจักรเดียวกัน

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ผู้ที่รู้สึกบกพร่องฝ่ายจิตวิญญาณในโลกนี้จะได้รับพระพรทางจิตวิญญาณจากสวรรค์ในชีวิต ซึ่งหมายถึงการได้สัมผัสกับความยินดีชื่นชมยินดี ความสุขจากการรู้ว่าพระเจ้าทรงยอมรับพวกเขาและทรงทำงานผ่านพวกเขา ในเวลานี้พวกเขาอยู่ภายใต้การปกครองขององค์กษัตริย์เยซู และในอนาคต พวกเขาจะได้รับพระพรเหล่านี้อย่างครบถ้วน และยิ่งกว่านั้นอีก เมื่อองค์กษัตริย์เยซูเสด็จกลับมาเพื่อสถาปนาอาณาจักรของพระเจ้าบนโลกอย่างเต็มพระสิริ

นี่คือหลักการ 4 ประการที่ควรพิจารณานำไปปฏิบัติ เพื่อช่วยให้เราสามารถแสดงทัศนคติเรื่อง “ความบกพร่องฝ่ายจิตวิญญาณ” ให้ออกมาเป็นวิถีแห่งการดำเนินชีวิตได้

1. เราต้องอุทิศตนในการอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอทุกวัน

เนื่องจากการอธิษฐานเป็นหนทางที่ให้เราตระหนักรู้ว่าเราจำเป็นต้องพึ่งพระเจ้าอยู่เสมอ เราจึงควรทูลขอพระองค์อย่างสม่ำเสมอโดยไม่ละอายที่จะให้พระองค์ทรงช่วยเหลือเรา ไม่ว่าจะเป็นการเอาชนะบาปหรือปัญหาอื่นๆ ยิ่งเราอธิษฐานมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งตระหนักมากขึ้นเท่านั้นว่าแท้จริงแล้วเราเป็นคนบาปเพียงใด [ซึ่งเป็นอีกนัยหนึ่งที่บ่งบอกว่าเราบกพร่องฝ่ายจิตวิญญาณ] การตระหนักเช่นนี้จะทำให้เราทูลขอพระเจ้ามากยิ่งขึ้นในการอธิษฐานและการสารภาพบาป

2. เราต้องอุทิศตนที่จะไม่กระทำสิ่งใดที่ขัดแย้งกับน้ำพระทัยของพระเจ้า

ผู้ที่บกพร่องฝ่ายจิตวิญญาณต้องสั่นสะท้านต่อพระวจนะของพระเจ้า [อิสยาห์ 66:2] และสั่นสะท้านเมื่อคิดจะทำสิ่งใดที่ขัดต่อพระประสงค์ของพระองค์ ดังที่ปรากฏในพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์

3. เราต้องมุ่งมั่นที่จะละเว้นจากการคิดยกย่องตนเอง

ความคิดของเราขับเคลื่อนการกระทำของเรา การดำเนินชีวิตในบาปเป็นผลมาจากความคิดในบาป ดังนั้น เราต้องตั้งใจปลูกฝังชีวิตแห่งความคิดที่ชอบธรรม โดยยอมให้พระวจนะของพระเจ้าควบคุมความคิดและจิตใจของเรา [โรม 12:2] [สุภาษิต 4:23]

4. เราต้องมุ่งมั่นที่จะมองว่าการทดสอบในชีวิตเป็นวิถีทางของพระเจ้าที่ทำให้เราพึ่งพาพระองค์มากขึ้น และพึ่งพาตนเองน้อยลง

แทนที่เราจะเกลียดชังการทดสอบในชีวิตนี้ เราควรเรียนรู้ที่จะมองว่าการทดสอบเหล่านั้นมาจากพระหัตถ์ของพระเจ้าผู้ทรงอำนาจสูงสุดและเปี่ยมด้วยความรัก พระเจ้าองค์เดียวกันที่ไม่เพียงแต่ทรงวางพระบุตรของพระองค์บนไม้กางเขนเพื่อเราเท่านั้น แต่ยังทรงนำเราซึ่งเป็นลูกๆ ของพระองค์ผ่านการทดสอบต่างๆ อีกด้วย บางครั้งถึงขั้นผ่านการทดสอบที่หนักหนาสาหัส [1 เปโตร 4:12] เพื่อให้เราพึ่งพาพระองค์แต่ผู้เดียว ไม่ใช่ด้วยกำลังของเราเอง [2 โครินธ์ 1:9-10; 12:7-10]

เมื่อกล่าวเช่นนี้แล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้เราสิ้นหวังหรือสรุปความผิด ผมขอเสริมอีกประการหนึ่งว่า: ไม่มีใครในพวกเราสามารถรักษาความเป็นสุขนี้ หรือพระพรอื่นใดได้อย่างสมบูรณ์แบบ มีผู้หนึ่งที่รักษาพระพรที่เป็นสุขเหล่านี้ไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบเพื่อเรา: นั่นคือ ผู้ที่ตรัสสอนพระวจนะเหล่านี้เอง —ซึ่งก็คือองค์พระเยซูเจ้า!

หากจะมีใครสักคนที่ไม่จำเป็นต้องอธิษฐาน ผู้นั้นก็คือพระเยซู กระนั้นก็ไม่มีใครใส่ใจการอธิษฐานมากไปกว่าพระเยซู แม้ว่าพระองค์จะมีภารกิจมากมายที่สุดกว่าใครที่เคยมีมาก็ตาม เพราะนอกจากพระองค์แล้ว ไม่มีใครมีภารกิจอันยิ่งใหญ่ที่ต้องทำให้สำเร็จยิ่งไปกว่าพระองค์ นั่นคือการช่วยโลก!

หากจะมีใครสักคนที่มีอำนาจที่จะทำทุกสิ่งได้ ผู้นั้นก็คือพระเยซู แต่พระองค์ไม่เคยทรงกระทำสิ่งใดโดยปราศจากพระประสงค์ของพระบิดา ไม่เพียงเท่านั้น พระเยซูยังทรงพอพระทัยที่จะทำตามพระประสงค์ของพระบิดาเสมอ แม้ในยามที่พระองค์ต้องถูกตรึงที่กางเขน

หากจะมีใครสักคนที่มีสิทธิ์จะคิดถึงการยกย่องตนเอง คนนั้นก็คือพระเยซู ในกรณีของพระองค์ มันจะไม่ถือเป็นบาป เพราะพระองค์เป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด กระนั้น พระองค์กลับทรงพรรณนาถึงพระองค์เองว่า “มีจิตใจอ่อนโยนและถ่อมสุภาพ” [มัทธิว 11:29] หรือ “มีจิตใจ” เป็นศูนย์รวมแห่งความคิดทั้งปวง

หากจะมีใครสักคนที่อดทนต่อการทดสอบทุกอย่างและไม่เคยตกอยู่ในความทดลองคนนั้นก็คือพระเยซู

นั่นคือเหตุผลที่พระเจ้าทรงยอมรับเราตั้งแต่แรกเริ่ม คือโดยทางพระเยซู และ โดยทางพระเยซู เราจึงยังคงได้รับการยอมรับจากพระเจ้าเรื่อยไป ดังนั้น อย่าตกหลุมพรางของการคิดว่าเราควรแสดงการบกพร่องฝ่ายจิตวิญญาณนี้ให้สมบูรณ์แบบเพื่อให้พระเจ้ายอมรับ หรือเพื่อให้พระเจ้ายอมรับต่อไป แต่ให้เรามองพระองค์เป็นแบบอย่างของเราในขณะที่เราวิ่งแข่งในเส้นทางนี้ ขณะที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงทำงานจากภายในเพื่อเปลี่ยนแปลงเราให้เป็นเหมือนพระเยซูมากขึ้น [2 โครินธ์ 3:18]

ใช่ โลกอาจนิยามความดีว่า “ทุกสิ่งที่ยกระดับความรู้สึกที่ให้สัมผัสถึงพลัง  ความปรารถนาที่จะมีอำนาจ  กำลังในตัวมนุษย์” และนิยามความชั่วว่า “ทุกสิ่งที่เกิดจากความอ่อนแอ” โลกนี้แสดงพลังและภาคภูมิใจในความแข็งแกร่งของตนเอง กระนั้น พวกเราผู้บกพร่องฝ่ายจิตวิญญาณ—ปราศจากความละอาย—พร้อมด้วยความอ่อนแอทั้งหมดของเรา—ต้องยกมือเปล่าขึ้นสู่สวรรค์อยู่เสมอ และร้องทูลพระองค์อยู่เสมอว่า “พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ต้องการพระองค์ ข้าพระองค์อยู่ไม่ได้หากปราศจากพระองค์ โปรดช่วยข้าพระองค์ด้วย” เราต้องระลึกอยู่เสมอว่าฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าทำงานผ่านความอ่อนแอของเรา และพระสิริของพระเจ้าก็ฉายเปล่งประกายยิ่งขึ้นผ่านความอ่อนแอของเรา เราไม่จำเป็นต้องกังวลหากโลกหัวเราะเยาะวิถีชีวิตที่บกพร่องฝ่ายจิตวิญญาณของเรา เพราะท้ายที่สุดแล้ว มันคือวิถีชีวิตแบบทวนกระแสวัฒนธรรมของโลก เราสามารถวางใจได้ว่าพระเจ้าทรงยิ้มรับเราในการมีวิถีชีวิตเช่นนี้

เราต้องระลึกอยู่เสมอว่า มีเพียงผู้ที่ดำเนินชีวิตแบบทวนกระแสวัฒนธรรมของโลกเท่านั้นที่จะได้ยินพระเยซูตรัสว่า “ท่านเป็นสุขแล้ว”  คนอื่นจะได้ยินเพียงว่า “วิบัติแก่เจ้า มีการพิพากษาอันน่าสะพรึงกลัวรอเจ้าอยู่”  ดังนั้น คุณจะเห็นได้ว่า ทางเลือกคือระหว่างความสุขนิรันดร์กับความโศกเศร้านิรันดร์ ระหว่างสันติสุขนิรันดร์กับความเจ็บปวดนิรันดร์ ให้เราใช้สติปัญญาและเลือกความสุขนิรันดร์ที่พระเยซูมอบให้ แทนที่จะเลือก “สุขสันต์” ชั่วคราวที่โลกมอบให้!

อดีตก็คืออดีต วันนี้คือวันใหม่ เราสามารถเริ่มต้นใหม่ได้ด้วยการเชื่อและปฏิบัติตามความจริงอันยิ่งใหญ่นี้: แท้จริงแล้ว คนที่บกพร่องฝ่ายจิตวิญญาณ…คนยากจนฝ่ายจิตวิญญาณ…คือผู้เป็นสุขแท้  มันเป็นของพวกเขา และอาณาจักรแห่งสวรรค์เป็นของพวกเขาเท่านั้น!

Category

Leave a Comment