ผู้เป็นสุขหรือผู้ได้รับพระพร – ผู้ใดโศกเศร้าผู้นั้นเป็นสุข

Posted byThai Editor February 21, 2026 Comments:0

(English Version: The Beatitudes – Blessed Are Those Who Mourn)

นี่เป็นบทความที่ 3 ในชุดซีรี่ย์บทความเกี่ยวกับผู้เป็นสุข – ที่มาจากพระธรรมมัทธิว 5:3-12 ซึ่งพระเยซูเจ้าทรงอธิบายถึงทัศนคติ 8 ประการที่ควรมีในชีวิตของผู้เชื่อทุกคนที่อ้างตัวว่าเป็นผู้ติดตามพระองค์   ในโพสต์นี้ เราจะพิจารณาถึงท่าทีที่สองที่อธิบายไว้ในมัทธิว 5:4 ว่า “บุคคลผู้ใดโศกเศร้า ผู้นั้นเป็นสุข เพราะเขาจะได้รับการปลอบประโลม”

****************************************

มีป้ายโฆษณาติดไว้ข้างบาร์บนถนนทางหลวงระหว่างทางไปที่ทำงานผม มีข้อความว่า “ทุกชั่วโมงเป็นชั่วโมงแห่งความสุข!” ประโยคนี้สะท้อนถึงแก่นแท้ของสิ่งที่ผู้คนทั่วโลกใฝ่หาอย่างแท้จริง เรามักได้ยินซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าชีวิตคือการมีช่วงเวลาดีๆ: แล้วฉันจะได้อะไรจากสิ่งนี้? สิ่งนี้จะทำให้ฉันมีความสุขหรือไม่?  เอียน ดูเกอร์ ถ่ายทอดความคิดที่นิยมในโลกนี้ได้อย่างถูกต้องด้วยคำพูดเหล่านี้คือ: “คนส่วนใหญ่คงพอใจมากหากมีคำจารึกนี้ไว้บนหลุมศพของตนว่า เขามีชีวิตที่มีความสุข” [แต่ฮีโร่ของเหล่าฮีโร่: จะเห็นพระคริสต์คือการมีสุขที่แท้จริง]

กระนั้น พระเยซูตรัสไว้ในมัทธิว 5:4 ว่า “บุคคลผู้ใดโศกเศร้า ผู้นั้นเป็นสุข เพราะเขาจะได้รับการปลอบประโลม” ตรงกันข้ามกับวัฒนธรรมของโลกอย่างสิ้นเชิง! สาวกของพระเยซูเดินตามจังหวะกลองที่แตกต่างออกไป ดังที่ดอน คาร์สันกล่าวไว้อย่างถูกต้องว่า “โลกนี้ไม่ชอบคนโศกเศร้า คนโศกเศร้าเป็นเหมือนผ้าห่มเปียก”  กระนั้น พระเยซูยังตรัสว่ามีเพียงคนโศกเศร้าเท่านั้นที่รู้จักพระพรของพระเจ้า พวกเขาเท่านั้นที่ได้รับการยอมรับหรือความโปรดปรานจากพระเจ้า

ก่อนอื่นขอยืนยันว่า สิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่าคริสเตียนไม่ควรหัวเราะหรือมีความยินดีไม่ได้  มีพระวจนะหลายข้อที่สั่งให้เรามีความยินดี [ฟีลิปปี 4:4; 1 เธสะโลนิกา 5:16] สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่าแม้แต่ความยินดีที่เราประสบก็ไม่ควรแยกออกจากท่าทีแห่งความโศกเศร้า

คำว่า “โศกเศร้า” ที่พระเยซูทรงใช้ ณ ที่นี้เป็นคำที่มีความหมายแข็งแรงที่สุดในภาษากรีก เพื่ออธิบายถึงความโศกเศร้าอย่างรุนแรง – ความโศกเศร้าจากส่วนลึกภายใน ตัวอย่างเช่น คำนี้ถูกใช้เพื่ออธิบายถึงสภาพความทุกข์ยากของเหล่าสาวกเมื่อพระเยซูสิ้นพระชนม์ [มก. 16:10]  และพระเยซูทรงใช้คำนี้เพื่อสอนว่าเราไม่สามารถทำให้ความหมายของคำนี้เบาลงได้

และคำนี้ยังอยู่ในรูปคำปัจจุบันกาล จึงแปลข้อพระคัมภีร์นี้ว่า “บุคคลผู้ใดที่โศกเศร้าอย่างต่อเนื่องย่อมเป็นสุข”  ดังนั้น จึงชัดเจนว่าพระเยซูทรงเรียกเราให้ใช้รูปแบบชีวิตด้วยความโศกเศร้า แต่พระองค์กำลังทรงอธิบายถึงความโศกเศร้าแบบใดในที่นี้?  ก่อนที่เราจะตอบคำถามนี้  ให้เรามาดูว่าพระองค์ไม่ได้หมายถึงการโศกเศร้าแบบใดในที่นี้ก่อน

สิ่งที่ไม่ใช่ความหมายของความโศกเศร้าในที่นี้

ความโศกเศร้านี้ไม่ได้หมายถึงความโศกเศร้าเมื่อคนที่รักเสียชีวิต หรือเมื่อคนๆ หนึ่งไม่ได้ในสิ่งที่เขาต้องการ [เช่น 2 ซามูเอล 13:2; 1 พงศ์กษัตริย์ 21:4] และไม่ได้หมายถึงความโศกเศร้าเมื่อชีวิตยากลำบากเนื่องจากความท้าทายต่างๆ ในชีวิตประจำวัน และสุดท้าย ไม่ได้หมายถึงการทำหน้าตาบูดบึ่งไร้ความสุข

จะเห็นได้ว่าทั้งผู้เชื่อและผู้ไม่เชื่อต่างก็ประสบกับความโศกเศร้าอย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้น อย่างไรก็ตาม ความโศกเศร้าที่พระเยซูทรงอธิบายไว้ในเรื่องผู้เป็นสุขนี้เป็นทัศนคติสำหรับผู้เชื่อเท่านั้น – มีเพียงผู้ติดตามที่ซื่อสัตย์ของพระองค์เท่านั้นที่สามารถแสดงออกได้ถึงความโศกเศร้านี้

การโศกเศ้าเช่นนี้คืออะไร

การโศกเศร้าที่พระเยซูทรงอธิบายไว้ในที่นี้คือการคร่ำครวญเพราะบาป  มีเพียงผู้เชื่อเท่านั้นที่สามารถแสดงทัศนคติเช่นนี้ให้เป็นวิถีการดำเนินชีวิตได้ เช่นเดียวกับลักษณะของผู้เป็นสุขในข้อแรก “รู้สึกบกพร่องฝ่ายจิตวิญญาณย่อมเป็นสุข” [มัทธิว 5:3] ซึ่งหมายถึงความยากจนฝ่ายจิตวิญญาณมากกว่าความยากจนทางวัตถุ การโศกเศร้าที่พระเยซูทรงอธิบายไว้ในที่นี้คือการโศกเศร้าฝ่ายจิตวิญญาณ – การโศกเศ้าเพราะความบาปจากส่วนลึกของหัวใจ – การโศกเศร้าอย่างหนักหน่วงที่สุด!

คุณเห็นไหมว่า การบกพร่องฝ่ายจิตวิญญาณที่เป็นลักษณะของผู้เป็นสุขข้อแรกนั้น อธิบายถึงด้านสติปัญญาของความเข้าใจในบาปของเรา และการโศกเศร้าที่เป็นลักษณะของผู้เป็นสุขข้อที่สองนั้น อธิบายถึงด้านอารมณ์ของความเข้าใจในบาปของเรา ทั้งสองอย่างนี้มาคู่กัน เมื่อบุคคลหนึ่งถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานทำบาปและตระหนักว่าตนเองล้มเหลวฝ่ายจิตวิญญาณ [กล่าวคือ ความบกพร่อง/ยากจนฝ่ายจิตวิญญาณ] ก็จะมีความสำนึกผิดต่อบาปนั้นด้วย [ซึ่งก็คือเกิดความโศกเศร้าเพราะบาปนั้น]   “มีบาปต้องมีน้ำตาเสมอ” ชาวพิวริแทนคนหนึ่งกล่าว การโศกเศร้าเพราะบาปไม่ควรเกิดขึ้นเฉพาะตอนกลับใจเท่านั้น แต่ควรเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะเราทำบาปอยู่ตลอดเวลา

ถ้อยคำในยากอบ 4:9 ก็สนับสนุนความจริงข้อนี้เช่นกัน “จงเป็นทุกข์โศกเศร้าและร้องไห้ จงให้การหัวเราะกลับกลายเป็นการโศกเศร้า และความปีติยินดีกลับกลายเป็นความเศร้าสลด”  ที่น่าสนใจคือคำว่า “โศกเศร้า” ในข้อนี้เป็นคำภาษากรีกคำเดียวกันกับที่พระเยซูทรงใช้ในมัทธิว 5:4 และบริบทโดยตรงของยากอบยังชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการโศกเศร้านี้คือการโศกเศร้าทางฝ่ายจิตวิญญาณ – เป็นการโศกเศร้าเพราะบาป

พระคัมภีร์ใน 2 โครินธ์ 7:10 อธิบายถึงการโศกเศร้าหรือความสลดใจต่อบาปสองแบบ – แบบหนึ่งคือการโศกเศร้าตามพระประสงค์ของพระเจ้า และอีกแบบหนึ่งคือการโศกเศร้าตามโลก: “ความโศกเศร้าตามพระประสงค์ของพระเจ้านำมาซึ่งการกลับใจใหม่ซึ่งนำไปสู่ความรอดและไม่เสียดายเพราะตนมีความสลด แต่ความโศกเศร้าตามโลกนำมาซึ่งความตาย”  การโศกเศร้าตามพระประสงค์ของพระเจ้า [หรือความสลดใจอย่างพระเจ้า] คือการมีพระเจ้าเป็นศูนย์กลางและผลักดันให้บุคคลหันกลับมาหาพระเจ้าด้วยการกลับใจจากบาป  แต่การโศกเศร้าตามโลกคือการมีตนเองเป็นศูนย์กลางและไม่ได้ผลักดันให้บุคคลนั้นหันกลับมาหาพระเจ้า

ตัวอย่างที่ดีคือกรณีของเปโตรและยูดาส ทั้งคู่โศกเศร้าที่ทรยศพระเยซู การโศกเศร้าของเปโตรนำเขากลับมาหาพระคริสต์ – การโศกเศร้าที่เน้นพระเจ้าเป็นศูนย์กลาง  การโศกเศร้าของยูดาสไม่ได้ผลักดันเขากลับมาหาพระคริสต์ เพราะเป็นการโศกเศร้าที่เน้นตนเองและทางโลก! ในคำเทศนาเรื่องผู้เป็นสุขนี้ พระเยซูทรงเรียกร้องให้มีการโศกเศร้าโดยเน้นพระเจ้าเป็นศูนย์กลาง – ซึ่งเป็นการโศกเศร้าที่จะผลักดันให้เรากลับใจและกลับมาหาพระเจ้าและกลับมาหาพระคริสต์เพื่อการปลอบโยน!

การโศกเศร้าอย่างผิวเผินของเราเอง

น่าเสียดายที่การโศกเศร้าของผู้ที่ประกาศตนว่าเป็นคริสเตียนหลายคนนั้นคล้ายคลึงกับการโศกเศร้าทางโลก การโศกเศร้าของพวกเขามักจะวนเวียนอยู่กับความปรารถนาที่ไม่สมหวัง  การไม่เป็นที่นิยมชมชอบ  การไม่ได้เลื่อนในองค์กร ฯลฯ  ให้เราลองหยุดคิดดูสักครู่

ครั้งสุดท้ายที่เราโศกเศร้าที่ตัวเองเย่อหยิ่ง  เห็นแก่ตัว  แย่งชิงตำแหน่งที่สูงขึ้น  พยายามประจบเยินยอคนอื่น หรือเสียใจที่ตัวเองพูดเสียดสีคนอื่นนั้นคือเมื่อไหร่? ครั้งสุดท้ายที่เรารู้สึกเจ็บปวดโศกเศร้าอย่างแสนสาหัสที่เราละเมิดพระบัญญัติของพระองค์คือเมื่อไหร่? ครั้งสุดท้ายที่เราหลั่งน้ำตาให้กับบาปของเราคือเมื่อไหร่?

เด็กหนุ่มวัยคะนองคนหนึ่งถามนักเทศน์ว่า “อาจารย์บอกว่าคนที่ไม่ได้รับความรอดนั้นแบกรับบาปไว้มากมาย ผมไม่รู้สึกอะไรเลย บาปหนักแค่ไหน? สิบกิโลหรือแปดสิบกิโล”  นักเทศน์ตอบโดยถามเด็กหนุ่มกลับว่า “ถ้าคุณวางน้ำหนักสี่ร้อยกิโลลงบนศพ มันจะรู้สึกถึงหนักหรือไม่?”  เขาตอบว่า “มันจะไม่รู้สึกอะไรเลยเพราะมันตายแล้ว”

นักเทศน์สรุปว่า “จิตวิญญาณนั้นก็ตายเช่นกัน หากไม่รู้สึกถึงภาระบาป หรือไม่สนใจภาระของมัน และไม่สนใจการมีอยู่ของมัน”

ในทางกลับกัน ผู้เชื่อคือผู้ที่ไม่ตายฝ่ายจิตวิญญาณอีกต่อไป พวกเขามีชีวิตขึ้นมาใหม่โดยพระวิญญาณ [เอเฟซัส 2:4-5] พวกเขาบังเกิดใหม่ และหลักฐานที่ชัดเจนอย่างหนึ่งของการเกิดใหม่คือการรู้สึกถึงน้ำหนักของบาป! ในที่ๆ ไม่มีความรู้สึกถึงน้ำหนักของบาป ไม่มีความโศกเศร้า คำถามที่ถูกต้องที่ควรถามคือ “มีการเกิดใหม่เกิดขึ้นจริงหรือ?”

บ่อยครั้งที่เราบอกตัวเองว่า เมื่อเราได้รับความรอดโดยพระคุณแล้ว เราไม่จำเป็นต้องร้องไห้เพราะบาปของเราอีก เราสารภาพบาปของเรา อ้างสิทธิ์ในการอภัยบาปที่พระเยซูมอบให้ และก้าวต่อไป เราเพียงแค่ต้องการให้มันผ่านไปโดยเร็ว หรือในบางกรณี เราไม่ต้องการละทิ้งบาปของเรา เราเพียงแค่ต้องการยึดติดกับบาปนั้นอีกสักหน่อย ดังนั้นเราจึงหลีกเลี่ยงการโศกเศร้ากับมัน เพราะการโศกเศร้าหมายความว่าเราต้องยอมแพ้! และเมื่อเราโศกเศร้า บ่อยครั้งก็ทำให้บาปเหล่านั้นหมดเสน่ห์สำหรับเราแล้ว!

แต่พระเยซูตรัสอย่างชัดเจนว่าบรรดาผู้ติดตามพระองค์จะโศกเศร้าอย่างสุดซึ้งต่อบาปทุกอย่างของตน แม้แต่บาปเล็กน้อยที่สุดก็ยังรบกวนพวกเขา! พวกเขาร้องขอการปลดปล่อยจากบาปนั้น ไม่ใช่เสียงร้องแห่งความสิ้นหวังอย่างแน่นอน แต่เป็นเสียงร้องอันทรงพลังที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งสถิตอยู่ภายในทรงกระตุ้นเตือน – ซึ่งพวกเขาไม่เพียงแต่โศกเศร้ากับการกระทำนั้น แต่ยังต้องการการปลดปล่อยอีกด้วย

จอห์น สต็อตต์ กล่าวอย่างถูกต้องว่า “คริสเตียนบางคนดูเหมือนจะจินตนาการว่าหากพวกเขาเปี่ยมล้นด้วยพระวิญญาณ พวกเขาต้องยิ้มแย้มแจ่มใสตลอดเวลา และร่าเริงแจ่มใสอยู่เสมอ ความคิดเช่นนี้ไม่เป็นไปตามพระคัมภีร์เลย!” ตามพระคัมภีร์แล้วจอห์นพูดถูก เพราะทัศนคติที่เบิกบานใจแต่ยังอยู่ในบาปไม่ใช่สิ่งที่เรามองว่าเป็นปฏิกิริยาตอบสนองของผู้ที่ดำเนินตามอย่างพระคริสต์

ดาวิดเป็นคนที่มีท่าทีตอบสนองเช่นนั้นเมื่อเขาทำบาป ลองสังเกตคำพูดของเขาที่ว่า “เพราะความชั่วช้าของข้าพระองค์ท่วมศีรษะ มันหนักเหมือนภาระซึ่งหนักเหลือกำลังข้าพระองค์ [สดุดี 38:4],  “ข้าพระองค์จะสารภาพความชั่วช้าของข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะเป็นทุกข์เพราะบาปของข้าพระองค์ [สดุดี 38:18],  “เพราะข้าพระองค์ทราบถึงการละเมิดของข้าพระองค์แล้ว และบาปของข้าพระองค์อยู่ต่อหน้าข้าพระองค์เสมอ [สดุดี 51:3],  โลกจะพูดว่า ดาวิด มีทัศนคติเชิงลบเสียจริง นั่นไม่ใช่สูตรแห่งความสุข!”  แต่พระเจ้าตรัสว่า นั่นเป็นบุรุษที่รักพระเจ้า – เป็นคนที่พระเจ้าทรงชอบพระทัย [กิจการ 13:22]  ดังนั้น คุณจะเห็นได้ว่าการโศกเศร้าถึงบาปของตนเองนั้นสอดคล้องกับการตามพระเจ้า

การโศกเศร้าต่อบาปของผู้อื่น

พระคัมภีร์ไม่เพียงแต่เรียกร้องให้ผู้เชื่อโศกเศร้าต่อบาปของตนเท่านั้น แต่ยังเรียกร้องให้พวกเขาโศกเศร้าต่อบาปของผู้อื่นด้วย คริสตจักรโครินธ์ที่เย่อหยิ่งได้ยอมให้มีพฤติกรรมผิดศีลธรรมทางเพศเกิดขึ้นในคริสตจักร เปาโลตำหนิความล้มเหลวของพวกเขาในการที่จะโศกเศร้าต่อบาปของผู้อื่นว่า: “พวกท่านยังผยองแทนที่จะทุกข์ร้อนอีกหรือ?” [1 โครินธ์ 5:1-2]

คุณเห็นไหม โลกนี้มักจะกล่าวโทษหรือแก้ตัวให้กับบาปของผู้อื่น แต่เหนือสิ่งอื่นใด เราต้องโศกเศร้าต่อบาปของผู้อื่น นั่นคือแบบอย่างของผู้เชื่อดังที่เห็นในพระคัมภีร์ [ดู สดุดี 119:136; เยเรมีย์ 13:17; ฟีลิปปี 3:18]

แม้แต่พระเยซู พระองค์ผู้ตรัสคำสอนนี้ ก็ยังโศกเศร้าต่อบาปของผู้อื่น ลูกา 19:41 กล่าวว่า “เมื่อพระองค์เสด็จมาใกล้กรุงเยรูซาเล็มและทอดพระเนตรเห็นเมืองนั้น พระองค์ก็กันแสง”  พระองค์ทรงกันแสงเหนือเมืองที่ชาวเมืองจะกระทำบาปใหญ่หลวงด้วยการสังหารพระองค์ภายในไม่กี่วันข้างหน้า! ไม่น่าแปลกใจที่พระคัมภีร์พรรณนาพระเยซูว่าเป็นผู้ที่ได้รับความโศกเศร้า [หรือคุ้นเคยกับความทุกข์ระทม] [อิสยาห์ 53:3]   บุรุษแห่งความโศกเศร้าในแง่ที่ว่าบาปของผู้อื่นรบกวนพระองค์ พระองค์ทรงโศกเศร้าอย่างสุดซึ้งต่อบาปของผู้อื่น ไม่ใช่บาปของพระองค์เอง – เพราะพระองค์  “มิได้ทรงทำบาป” [1 เปโตร 2:22]

ด้วยเหตุนี้ เราผู้เป็นสาวกของพระองค์ จะไม่ได้รับผลกระทบจากบาปของคนรอบข้าง รวมถึงบาปของเพื่อนร่วมความเชื่อได้อย่างไร? เราจะหัวเราะกับชีวิตตัวเองได้อย่างไร เมื่อเห็นบาปที่แผ่กระจายอยู่รอบตัวเรา?

หลายคนเชื่อคำโกหกที่ว่าชีวิตคริสเตียนมีแต่รอยยิ้ม ใช่แล้วที่ พระเจ้า “ประทานสิ่งสารพัดให้แก่เราอย่างบริบูรณ์ เพื่อจะให้เราใช้ด้วยความปีติยินดี” [1 ทิโมธี 6:17]  และซาโลมอนก็ตรัสว่า “ใจร่าเริงเป็นยาอย่างดี” [สุภาษิต 17:22]  แต่ชีวิตเป็นเพียงการชื่นชมกับสิ่งดีๆ เท่านั้นหรือ? ทั้งหมดนี้คือการพยายามทำทุกสิ่งเพื่อหลีกเลี่ยงความเศร้าโศกหรือ? ทั้งหมดนี้คือการสนุกสนานกับตัวเองจนลืมความเศร้าโศกไปเสีย? ถ้าเราซื่อสัตย์กับตัวเองอย่างจริงใจ  เราจะไม่รู้สึกผิดที่เสพความสุขในชีวิตนี้มากเกินไปเลยหรือ?

การมีชีวิตแบบนี้เป็นเรื่องโง่เขลาและอันตรายทางจิตวิญญาณ มาฟังถ้อยคำแห่งสติปัญญาของซาโลมอน ผู้เตือนเราให้ระวังการแสวงหาวิถีชีวิตที่เน้นแต่ความสุขสำราญอย่างบ้าคลั่ง  “ไปยังเรือนที่มีการไว้ทุกข์ก็ดีกว่าไปยังเรือนที่มีการเลี้ยงกัน เพราะนั่นเป็นวาระสุดท้ายของมนุษย์ทั้งปวง และผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่จะเอาเหตุการณ์นั้นใส่ไว้ในใจ ความโศกเศร้าก็ดีกว่าการหัวเราะ เพราะความเศร้าหมองของใบหน้าก็ทำให้จิตใจดีขึ้นได้ จิตใจของคนที่มีสติปัญญาย่อมอยู่ในเรือนที่มีความโศกเศร้า แต่จิตใจของคนเขลาย่อมอยู่ในเรือนที่มีการสนุกสนาน” [ปญจ. 7:2-4]

โซโลมอนกล่าวว่า จงแสวงหาความโศกเศร้า พระเยซูตรัสว่า จงแสวงหาความโศกเศร้า ถ้อยคำเหล่านี้ตรงไปตรงมาและออกแบบมาเพื่อสลัดเราให้ออกจากใยแห่งการหลอกลวงที่เราถักทอขึ้นในหัวใจ สิ่งที่เราร้องไห้และสิ่งที่เราหัวเราะให้กับมัน เผยให้เห็นสภาพที่แท้จริงของจิตใจเรา และหากเราซื่อสัตย์กับตัวเองอย่างจริงใจ เราจะไม่ผิดสักนิดเลยหรือกับสิ่งที่เราหัวเราะกับมันในขณะที่เป็นสิ่งที่ควรจะร้องไห้ และร้องไห้กับสิ่งที่เราควรจะหัวเราะกับมัน

พระดำรัสของพระเยซูนั้นชัดเจน: พระเจ้าทรงอวยพรเฉพาะผู้ที่โศกเศร้าต่อบาปของตนเองและบาปของผู้อื่นอยู่เสมอ พระเจ้าทรงเห็นโอบรับคนที่มีทัศนคติเช่นนั้น

พระสัญญาแห่งการปลอบประโลม

อะไรเป็นรางวัลสำหรับการมีท่าทีโศกเศร้า? คำตอบคือ การปลอบประโลม! ลองดูตอนท้ายของมัทธิว 5:4 ที่บอกว่า “พวกเขาจะได้รับการปลอบประโลม”  พวกเขาเท่านั้นที่จะได้รับปลอบประโลม – ทั้งในชีวิตปัจจุบันนี้และในอนาคตแห่งสง่าราศี เมื่อพระเยซูเสด็จกลับมาเพื่อสถาปนาอาณาจักรของพระองค์ เมื่อพระเจ้าจะทรงเช็ดน้ำตาของเราทั้งหมด นั่นคือคำสัญญาของพระเยซู

คำว่า “ปลอบประโลม”  มาจากคำที่คุ้นเคยว่า “parakaleo”  ซึ่งหมายถึงผู้ที่เข้ามาเคียงข้างคุณเพื่อปลอบประโลม ให้กำลังใจ และเสริมกำลังคุณ  พระเจ้าทรงมีชื่อเรียกว่า “พระเจ้าแห่งการปลอบประโลมทั้งสิ้น” [2 โครินธ์ 1:3] พระเยซูถูกเรียกว่าเป็นผู้ปลอบประโลม [1 ยอห์น 2:1]  แม้ว่าคำเดียวกันนี้จะแปลว่า “ผู้ช่วยเหลือ” ก็ตาม พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ถูกเรียกว่าเป็นผู้ปลอบประโลม  ผู้ให้กำลังใจ  หรือผู้เสริมกำลัง [ยอห์น 14:16]

พระบิดาและพระบุตร โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ทรงมอบการปลอบประโลมและกำลังใจให้แก่เราในขณะที่เราโศกเศร้าเพราะความบาป ทั้งผ่านการอ่านพระคัมภีร์โดยตรงด้วยตนเอง  การฟังคำเทศนา  และผ่านการร่วมสามัคคีธรรมกับผู้เชื่อคนอื่นๆ

ดาวิดมีความเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าพระเจ้าจะทรงปลอบประโลมจิตใจที่โศกเศร้า ซึ่งนำเขาไปสู่การกล่าวว่า “พระเจ้าทรงอยู่ใกล้ผู้ที่จิตใจชอกช้ำ และทรงช่วยผู้ที่จิตใจแตกสลาย” (สดุดี 34:18) [ดู สดุดี 51:17 ด้วย]! เมื่อเราโศกเศร้าเพราะบาปและนำบาปเหล่านั้นมาหาพระคริสต์ด้วยการกลับใจอย่างแท้จริง พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงรับรองกับเราว่าบาปของเราได้รับการอภัยแล้ว 1 ยอห์น 1:9 กล่าวว่า “ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากความอธรรมทั้งสิ้น”

ดังนั้น จึงมีการปลอบประโลมที่นำไปสู่ความยินดีและความสุขในชีวิตนี้ และเราจะได้รับการปลอบประโลมอันสมบูรณ์แบบตลอดไปในอาณาจักรแห่งสง่าราศีที่จะมาถึงในอนาคต  วิวรณ์ 21:4 กล่าวว่าในอนาคต พระเจ้า “จะทรงเช็ดน้ำตาทุกๆหยดจากตาของเขา ความตายจะไม่มีอีกต่อไป ความคร่ำครวญ การร้องไห้ และการเจ็บปวดจะไม่มีอีกต่อไป เพราะยุคเดิมนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว”  ใช่แล้ว นี่คืออนาคตที่รอคอยทุกคนที่ดำเนินชีวิตด้วยการโศกเศร้าต่อบาป – ในปัจจุบันนี้!

แต่ถ้าคุณอยากจะหัวเราะต่อไปตลอดชีวิตและหลีกหนีความคิดเรื่องการโศกเศร้านี้ นี่คือพระดำรัสของพระเยซูจากลูกา 6:25 ที่ว่า “วิบัติแก่เจ้าทั้งหลายที่หัวเราะในเวลานี้ เพราะเจ้าจะคร่ำครวญและร้องไห้” การเปลี่ยนแปลงกำลังจะเกิดขึ้น จงร้องไห้เดี๋ยวนี้ต่อบาป – สู่การปลอบประโลมตลอดไป, จงหัวเราะต่อไปเกี่ยวกับบาป – สู่การร้องไห้ต่อไปตลอดไป! ผมเชื่อว่าพระเยซูทรงจริงจังมาก พระดำรัสของพระองค์ในที่นี้ไม่ได้มีไว้เพื่อให้ข้อมูลแก่เราเท่านั้น แต่เพื่อการเปลี่ยนแปลงของเรา เราต้องตั้งเป้าหมายที่จะดำเนินชีวิตด้วยการมีความโศกเศร้าต่อบาปเช่นนี้

แล้วเราจะทำอย่างไร? เราจะดำเนินชีวิตด้วยการโศกเศร้าต่อบาปของตนเองและผู้อื่นได้อย่างไร? มีคำแนะนำ 2 ข้อในรูปแบบคำ 2 คำที่อาจเป็นประโยชน์: คือไตร่ตรองและวิ่ง

1. ไตร่ตรอง

เราต้องสละเวลาไตร่ตรองสภาพจิตวิญญาณของเราเป็นประจำ  ในช่วงเวลานั้น เราต้องถามคำถามสำคัญๆ เหล่านี้กับตัวเอง:

ทำไมฉันถึงมีความคิดที่เป็นบาปอยู่บ่อยๆ?  ทำไมฉันถึงมีปฏิกิริยาไม่ดีเมื่อไม่ได้สิ่งที่ต้องการ? ทำไมฉันถึงตอบโต้ด้วยความโกรธเมื่อมีคนมายั่วยุ? ทำไมฉันถึงอิจฉาเมื่อคนอื่นประสบความสำเร็จ? ทำไมฉันถึงไล่ตามความคิดที่เป็นตัณหานั้นแทนที่จะหันหลังให้? ทำไมฉันถึงตัดสินคนอื่นด้วยทัศนคติที่ถือตนว่าชอบธรรมเช่นนี้? ทำไมฉันถึงเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นอยู่ตลอดเวลา? ทำไมฉันถึงไม่พอใจในสิ่งที่พระเจ้าประทานให้และบ่นพึมพำมากมาย? ทำไมฉันถึงไปในที่ที่ไม่ควรไป และเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็น? ทำไมฉันถึงใช้ปากทำร้ายคนอื่น?

เราต้องยืนขึ้นและสอบสวนตนเอง เราต้องจัดการกับปัญหาเหล่านี้ด้วยใจที่ซื่อสัตย์ เราต้องขอให้พระเจ้าทรงสำรวจจิตใจของเรา [สดุดี 139:23-24] และเปิดเผยบาปเหล่านั้นที่เราอาจไม่ทันรู้ตัว

ดังนั้น ให้เราใช้เวลาไตร่ตรองถึงบาปทั้งหมดที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำให้เราเห็น น้ำหนักของบาปเหล่านั้นจะก่อให้เกิดการเสียใจอย่างแท้จริง จากนั้นเราจะโศกเศร้าถึงบาปของเรา – บาปเหล่านั้นเองที่พระเยซูต้องถูกถ่มน้ำลายรดพระพักตร์  บาปเหล่านั้นที่พระองค์ต้องถูกแส้ฟาดบนหลัง  บาปเหล่านั้นที่ตอกตะปูลงบนพระหัตถ์และพระบาทของพระองค์  และบาปเหล่านั้นที่มอบมงกุฎหนามให้ทิ่มแทงลงบนหน้าผากของพระองค์

จากนั้นเราจะร้องออกมาอย่างจริงใจว่า “ข้าพระองค์ช่างเป็นคนบาปที่น่าสะพรึงกลัว! ไม่ใช่แค่ข้าพระองค์ทำบาป แต่ข้าพระองค์ไม่ตอบสนองต่อบาปอย่างที่ควรจะเป็น การกลับใจของข้าพระองค์นั้นตื้นเขินและผิวเผินเหลือเกิน”

และคำที่ 2 ที่ต้องพิจารณา คือ

2. วิ่ง

จุดประสงค์ของการไตร่ตรองคือเพื่อการวิ่งไปหาพระคริสต์เพื่อขอการปลอบประโลม คือการวิ่งเข้าไปในอ้อมแขนอันอบอุ่นของพระองค์ – ซึ่งเป็นอ้อมแขนที่ไม่มีวันปฏิเสธคนบาปที่กำลังโศกเศร้าและสำนึกผิด  เราไม่จำเป็นต้องจมอยู่กับความทุกข์ใจอีกต่อไป เราสามารถบอกพระองค์ได้ว่าเราทำบาปและขอให้พระองค์ชำระเราให้บริสุทธิ์ และพระเยซูผู้ทรงเมตตาจะไม่เพียงแต่ประทานการอภัยโทษเท่านั้น แต่ยังจะประทานสันติสุขและการปลอบประโลมแก่จิตวิญญาณที่ทุกข์ระทมของเราอีกด้วย

นักศึกษาปีหนึ่งคนหนึ่งไปที่ห้องซักผ้าของหอพักพร้อมกับเสื้อผ้าสกปรกที่ห่อด้วยเสื้อหนาวเก่าๆ  เขารู้สึกอับอายกับความสกปรกของเสื้อผ้าจนไม่กล้าเปิดห่อผ้า เขาเพียงแค่ใส่เสื้อผ้าลงในเครื่องซัก และเมื่อซักผ้าเสร็จ เขาจึงนำผ้าที่ห่อไว้ไปใส่เครื่องอบผ้า และสุดท้ายนำผ้าที่ยังไม่ได้เปิดห่อกลับไปที่ห้องของเขา แน่นอนว่าเขาพบว่าเสื้อผ้านั้นแห้งแล้วแต่ยังไม่สะอาด

พระเจ้าตรัสว่า “อย่าเก็บบาปของเจ้าไว้ในห่อเล็กๆ ที่ไม่มีใครเห็น เราต้องการชำระล้างบาปของเจ้าให้หมดจด – ชำระผ้าที่สกปรกทั้งหมดในชีวิตเจ้า”

อย่าลืมว่า “พระโลหิตของพระเยซู พระบุตร [ของพระเจ้า] ชำระเราให้พ้นจากบาปทั้งสิ้น” [1 ยอห์น 1:7]  ดังนั้น จงไตร่ตรองและวิ่งหนี นั่นคือสองสิ่งที่ผมแนะนำให้เราทุกคนฝึกฝนทุกวัน หากเราแสวงหาพระพรและเป็นสุขในชีวิตประจำวัน

และเพื่อป้องกันไม่ให้เราสิ้นหวัง พระเยซูทรงรักษาความเป็นสุขนี้ไว้เพื่อเราโดยเฉพาะ  ดังนั้น อย่าหลงคิดว่าแค่แสดงท่าทีแห่งความโศกเศร้าอย่างสมบูรณ์แบบเพื่อให้พระเจ้ายอมรับหรือเพื่อให้ยอมรับเราต่อไป แต่ให้เรามองพระองค์เป็นแบบอย่างของเราในขณะที่เราวิ่งแข่งในเส้นทางนี้  – ขณะที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงทำงานจากภายในเพื่อเปลี่ยนแปลงเราให้เป็นเหมือนพระเยซูมากขึ้น [2 โครินธ์ 3:18]

อดีตก็คืออดีต วันนี้คือวันใหม่ เราสามารถเริ่มต้นใหม่ได้ด้วยการเชื่อและปฏิบัติตามความจริงอันยิ่งใหญ่นี้: ผู้ที่โศกเศร้า…เพราะบาปของตนเองและบาปของผู้อื่น…ก็เป็นสุข เพราะพวกเขา และพวกเขาเท่านั้นที่จะได้รับการปลอบประโลม!

Category

Leave a Comment