ผู้เป็นสุขหรือผู้ได้รับพระพร – ผู้ใดหิวกระหายความชอบธรรมผู้นั้นเป็นสุข
(English Version: Blessed Are Those Who Hunger and Thirst for Righteous)
บทความนี้เป็นบทความที่ 5 ในชุดซี่รีย์บทความเกี่ยวกับผู้เป็นสุขแปดข้อ – ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งจากมัทธิว 5:3-12 ในส่วนนี้ พระเยซูทรงอธิบายถึงทัศนคติ 8 ประการที่ควรมีอยู่ในชีวิตของทุกคนที่อ้างว่าเป็นผู้ติดตามของพระองค์ ในบทความนี้ เราจะมาดูทัศนคติประการที่ 4 – ทัศนคติแห่งความหิวและกระหายความชอบธรรม ดังที่กล่าวไว้ในมัทธิว 5:6 ว่า “บุคคลผู้ใดหิวกระหาย ความชอบธรรม ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าพระเจ้าจะทรงให้อิ่มบริบูรณ์”
*************************************************************
“คุณกินอะไร คุณก็เป็นสิ่งนั้น” เป็นคำกล่าวที่โด่งดัง มักใช้เมื่อพูดถึงเรื่องสุขภาพร่างกาย หากเราต้องการรักษาสุขภาพให้ดี เราต้องกินอาหารที่ถูกต้องเท่านั้น และสิ่งที่เป็นจริงในโลกทางกายภาพ ก็เป็นจริงในโลกฝ่ายจิตวิญญาณเช่นกัน!
ในผู้เป็นสุขข้อที่ 4 พระเยซูทรงประทานแผนการกินที่น่าประหลาดให้แก่เรา มัน ไม่ใช่เพื่อร่างกาย แต่เพื่อจิตวิญญาณของเรา พระองค์ไม่เพียงแต่บอกเราว่าเราควร “กิน” อะไร: ซึ่งก็คือความชอบธรรม แต่ยังบอกด้วยว่าเราจะกินมันอย่างไร: คือกินมัน ด้วยความ “หิว” และ “กระหาย” นี่เป็นเพียงคำอุปมาที่แสดงถึงความปรารถนาอย่างแรงกล้า ปรารถนาที่มี “ความชอบธรรม” กล่าวคือ การดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง พระเยซูตรัสว่า ผู้ที่แสดงความปรารถนาเช่นนั้นจะได้รับพระพร การยอมรับ และ ความโปรดปรานจากพระเจ้า พวกเขาคือ “ผู้เป็นสุข” และรางวัลสำหรับการดำเนินชีวิตตาม “ความชอบธรรม” คืออะไร? พระเยซูตรัสว่า “พวกเขาจะอิ่มบริบูรณ์” นั่นคือสาระสำคัญของพระพรในข้อนี้
ความชอบธรรมที่กล่าวถึงในพระพรข้อนี้คืออะไร?
ความชอบธรรมที่กล่าวถึงในที่นี้ไม่ได้หมายถึงสถานะภาพของเราในพระคริสต์ กล่าวคือ สถานะภาพที่ถูกต้องที่เรามีต่อพระเจ้าเมื่อเราวางใจในพระคริสต์ [โรม 3:22], พระพรและวิถีชีวิตที่เรียกร้องให้เรามีที่อยู่ในคำเทศนาบนภูเขาไม่ใช่คุณสมบัติสำหรับการเข้าสู่อาณาจักรของพระเจ้า ตรงกันข้าม สิ่งเหล่านี้ควรเป็นลักษณะของผู้ที่ได้เข้าสู่อาณาจักรแล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นผลจากการได้รับความรอด ไม่ใช่สาเหตุของการได้รับความรอด
แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเรามีสถานะภาพที่ถูกต้องต่อพระเจ้า? กล่าวอีกนัยหนึ่ง เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเราได้รับความรอดอย่างแท้จริงแล้ว? เราจะรู้ได้อย่างไรว่าความเชื่อของเราเป็นของแท้? หลักฐานคืออะไร? คำตอบ: โดยการตรวจสอบชีวิตของเราเพื่อดูว่าเรามีความชอบธรรมในสายพระเนตรของพระเจ้าอย่างแท้จริงหรือไม่ ความชอบธรรมนี้เรียกว่า “การปฏิบัติ” ตามความชอบธรรมนั้น ความชอบธรรมตามสถานะภาพที่มาจากความเชื่อในพระเยซูจะนำไปสู่ความชอบธรรมในทางปฏิบัติเสมอ! “ต้นไม้ที่ดีทุกต้นย่อมออกผลดี” [มัทธิว 7:17]!
ลักษณะของความชอบธรรมในทางปฏิบัติ
คุณเห็นไหม ชีวิตของเรามันไม่โกหก ชีวิตบอกเราว่าเรากำลังทำสิ่งที่สอดคล้องกับมาตรฐานของพระเจ้าหรือไม่ นั่นคือ เราทำสิ่งที่ถูกต้องในสายตาของพระเจ้าหรือไม่ ดังนั้น นั่นคือความชอบธรรมที่พระเยซูกำลังพูดถึงในคำเทศนาเรื่องผู้เป็นสุขนี้ – ในแบบที่เป็นรูปธรรม อันที่จริง ในคำเทศนาบนภูเขาทั้งหมด พระเยซูทรงอธิบายถึงความหมายของการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องในสายพระเนตรของพระเจ้า หากเราลองสำรวจมัทธิวบทที่ 5-7 สักเล็กน้อย นี่คือสิ่งที่เราจะพบ
ชีวิตที่ชอบธรรมจะหิวและกระหายในสิ่งต่อไปนี้: การคืนดี [มัทธิว 5:23-24], ความบริสุทธิ์ทางเพศ [มัทธิว 5:28], ความซื่อสัตย์ในชีวิตสมรส [มัทธิว 5:32], คำพูดที่บริสุทธิ์ [มัทธิว 5:37], การไม่แก้แค้น [มัทธิว 5:39], รักศัตรู [มัทธิว 5:44], การกระทำที่ชอบธรรมเพื่อพอพระทัยพระเจ้าแต่เพียงผู้เดียว [มัทธิว 6:1], การให้ความสำคัญกับพระสิริของพระเจ้ามากกว่าการแสวงหาความดีความชอบในการอธิษฐาน [มัทธิว 6:9-15], การสะสมทรัพย์สมบัติในสวรรค์ [มัทธิว 6:19-21], การวางใจในพระเจ้ามากกว่าการยอมจำนนต่อความกังวล [มัทธิว 6:25], การตัดสินผู้อื่นด้วยความเมตตา [มัทธิว 7:1-12], และสุดท้าย การสร้างชีวิตบนคำสอนของพระเยซู [มัทธิว 7:24-27],
อย่างที่คุณเห็น พระเยซูทรงอธิบายรายละเอียดให้เราฟังในคำเทศนาบนภูเขาว่าชีวิตที่ชอบธรรมควรเป็นอย่างไร ผู้ติดตามพระเยซูที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสถิตอยู่ด้วยจะมีความหิวและกระหายอย่างแรงกล้าที่จะทำสิ่งที่ถูกต้อง เช่นเดียวกับที่ร่างกายของเราต้องการอาหารและน้ำทุกวัน ด้านจิตวิญญาณก็ปรารถนาความชอบธรรมนี้ – การดำเนินชีวิตที่ถูกต้องนี้ – ตลอดเวลา มันไม่เคยพอใจ นั่นเป็นเหตุผลที่พระเยซูทรงอธิบายความหิวและกระหายนี้ในปัจจุบันรูปปัจจุบันกาล – หิวอยู่เสมอ กระหายอยู่เสมอ ที่จะทำสิ่งที่ถูกต้องในสายพระเนตรของพระเจ้า มันเป็นความปรารถนาที่อยู่มีอยู่ตลอดเวลาและเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ มันไม่ใช่การแสดงออกภายนอกเปลือกของศาสนา แต่เป็นการปรารถนาอย่างไม่หยุดยั้งที่จะเชื่อฟังพระประสงค์ของพระเจ้าจากส่วนลึกของหัวใจ
คุณเห็นไหม เสียงร้องอย่างต่อเนื่องของหัวใจที่ชอบธรรมนั้น เหมือนกับเสียงร้องของผู้เชื่อชาวสก็อตแลนด์คนหนึ่งในสมัยก่อนว่า “ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงโปรดทำให้ข้าพระองค์บริสุทธิ์เหมือนคนบาปที่ได้รับการอภัยโทษแล้ว!” และเมื่อใดก็ตามที่ไม่เชื่อฟังพระประสงค์ของพระเจ้า ก็จะเกิดความทรมานอย่างลึกซึ้งในจิตวิญญาณ ไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ นอกจากความเศร้าโศกอย่างแท้จริงที่นำไปสู่การยอมรับบาปและวิงวอนขอพระเจ้าให้ทรงชำระล้างและประทานกำลังให้กลับมาสู่เส้นทางที่ถูกต้อง
รางวัลสำหรับวิถีชีวิตที่ชอบธรรม
พระเยซูทรงสัญญาว่า “พวกเขา [และพวกเขาเท่านั้น] จะอิ่มบริบูรณ์” แก่ผู้ที่หิวกระหายความชอบธรรม ถ้อยคำนี้บ่งชี้ว่าการอิ่มเอมนี้ไม่ใช่สิ่งที่เราสามารถทำได้ด้วยตนเอง แต่เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำในเรา – พระเจ้าทรงเติมเต็มเรา แต่พระเจ้าทรงเติมเต็มเราด้วยอะไร? ความปรารถนาอันแรงกล้าในที่นี้คืออะไร? มันคือความชอบธรรม! ดังนั้น พระเจ้าจึงทรงเติมเต็มเราด้วยความชอบธรรมที่เราหิวกระหายนั้น!
ในแง่หนึ่ง พวกเราที่โดยพระคุณของพระเจ้าได้กลายเป็นผู้ติดตามพระเยซู ย่อมได้สัมผัสกับความชื่นชมยินดีที่มาจากความชอบธรรมในสถานะภาพของเราในพระคริสต์ ดังนั้น เราจึงรู้สึกเต็มเปี่ยมไปด้วยความยินดีนั้น แต่เมื่อเราปรารถนาที่จะทำสิ่งที่ถูกต้องในสายพระเนตรของพระเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ทรงช่วยผลักดันเราให้กระทำตามความปรารถนานั้น และในแง่นั้น ความปรารถนานั้นก็ได้รับการเติมเต็ม นั่นคือความชื่นชมยินดีที่มาจากการนำเอาความชอบธรรมไปปฏิบัติ
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากบาปที่ฝังลึกอยู่ในตัวเรา ความปรารถนานี้จึงไม่ได้รับการเติมเต็มอย่างต่อเนื่อง แต่ในอนาคต เมื่อพระเยซูเสด็จกลับมา เราจะได้รับร่างกายใหม่ และร่างกายใหม่นั้นจะไม่สามารถทำบาปได้อีกต่อไป และดังนั้น ตลอดนิรันดร์ เราจะเชื่อฟังพระบัญญัติของพระเจ้าอย่างต่อเนื่อง และเราจะเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขที่มาจากการเชื่อฟังอย่างไม่หยุดยั้ง
คุณนึกภาพชีวิตที่สมบูรณ์แบบแห่งการเชื่อฟังได้ไหม – การทำสิ่งที่ถูกต้องในสายตาของพระเจ้าเสมอ! ไม่เพียงแต่ในแง่ส่วนตัวเท่านั้น แต่ในระดับโลกสากลโลก เราจะได้เห็นความชอบธรรมปกครอง เปโตรกล่าวว่า “เรากำลังรอคอยฟ้าสวรรค์ใหม่และแผ่นดินโลกใหม่ ซึ่งความชอบธรรมจะสถิตอยู่” [2 เปโตร 3:13], ผู้ที่ปรารถนาเช่นนั้นในตอนนี้ – ในที่สุดความปรารถนานั้นจะได้รับการเติมเต็มอย่างสมบูรณ์เมื่อพระเยซูทรงตั้งอาณาจักรของพระองค์ในอนาคต นั่นคือคำสัญญาของพระองค์
ประโยชน์ 3 ประการของการดำเนินชีวิตอย่างชอบธรรม
แม้ว่าเราจะสามารถระบุประโยชน์มากมายของการดำเนินชีวิตอย่างชอบธรรมตามที่คำเทศนาเรื่องผู้เป็นสุขข้อนี้เรียกร้องได้ แต่ผมได้ยกมา 3 ประการให้เราพิจารณา
ประโยชน์ # 1 เราจะมีความมั่นใจอย่างแท้จริงในความรอด [โรม 8:14-16]
การมีความมั่นใจในระดับสูงสุดนั้นไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากการเชื่อฟังในระดับต่ำ ลองคิดดู เมื่อเราสงสัยในความรอดของเรา มักเป็นเพราะเราใช้ชีวิตอยู่ในบาปใช่หรือไม่! แน่นอนว่าเราอาจถูกหลอกลวงให้ไม่มั่นใจในความรอดของตนได้ แต่โดยทั่วไปแล้ว การดำเนินชีวิตอย่างเชื่อฟังจะนำมาซึ่งความมั่นใจอย่างแท้จริง และเป็นผลให้เราได้สัมผัสกับความยินดีในชีวิตคริสเตียน
ประโยชน์ # 2 เราจะรับประสบการณ์ในการตอบคำอธิษฐานของเรา – ทั้งในด้านส่วนตัวและการอธิษฐานวิงวอน [สดุดี 66:18; ยากอบ 5:16ข]
เช่นเดียวกับที่บาปขัดขวางไม่ให้พระเจ้าทรงฟังคำอธิษฐานของเรา ความชอบธรรมก็เปิดประตูให้พระเจ้าทรงฟังและตอบคำอธิษฐาน การอธิษฐานส่วนตัวและการอธิษฐานวิงวอนนั้นไร้ประโยชน์หากเราดำเนินชีวิตอยู่ในบาปโดยไม่มีความปรารถนาที่จะหันออกจากบาปนั้น อย่างไรก็ตาม คำอธิษฐานเหล่านี้จะมีพลังเมื่อมาจากจิตใจที่หิวและกระหายความชอบธรรม
ประโยชน์ # 3 เราสามารถเป็นคำพยานที่มีประสิทธิภาพสำหรับพระคริสต์ได้ [มัทธิว 5:16; 1 เปโตร 2:12]
ชีวิตที่ชอบธรรมไม่สามารถซ่อนไว้ได้ มันเป็นการโฆษณาข่าวประเสริฐที่ดีที่สุด ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงแสดงให้เห็นว่าพระเยซูมีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตได้
เราจะกระตุ้นความความหิวและกระหายในความชอบธรรมอย่างต่อเนื่องได้อย่างไร?
เราจะเติบโตในการเป็นสุขตามข้อนี้ได้อย่างไร? เราจะกระตุ้นความความหิวและกระหายในความชอบธรรมอย่างต่อเนื่องได้อย่างไร? มีสองวิธี
- เราต้องกระตุ้นความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเข้าใกล้พระเจ้า
ก่อนอื่น เราต้องเข้าใจว่าความปรารถนาอันบริสุทธิ์ที่จะทำสิ่งที่ถูกต้องนั้น เกิดขึ้นเมื่อมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเข้าใกล้พระเจ้า – ผู้ทรงชอบธรรมทุกประการ ไม่ใช่แค่ว่าเราแสวงหาชีวิตที่ถูกต้องเท่านั้น แต่แก่นแท้แล้ว เราต้องแสวงหาองค์พระเจ้าอย่างแท้จริง ผู้ทรงเป็นแก่นและแหล่งที่มาของความชอบธรรมทั้งหมด นั่นคือทัศนคติของประชากรของพระเจ้าที่ผ่านมา
สดุดี 42:1 “กวางกระเสือกกระสนหาลำธารที่มีน้ำไหลฉันใด ข้าแต่พระเจ้า จิตวิญญาณของข้าพระองค์ ก็กระเสือกกระสนหาพระองค์ฉันนั้น”
สดุดี 63:1 “ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ ทรงเป็นพระเจ้าของข้าพระองค์ ข้าพระองค์แสวงพระองค์ จิตวิญญาณของข้าพระองค์กระหายหาพระองค์ เนื้อหนังของข้าพระองค์กระเสือกกระสนหาพระองค์ในดินแดนที่แห้งและอ่อนโหย ที่ที่ไม่มีน้ำ”
อิสยาห์ 26:9 “วิญญาณของข้าพระองค์อยากได้พระองค์ในกลางคืน จิตใจภายในข้าพระองค์แสวงหาพระองค์อย่างร้อนร้น เพราะเมื่อการพิพากษาของพระองค์อยู่ในแผ่นดินโลก ชาวพิภพได้เรียนรู้ถึงความชอบธรรม”
ดังนั้น เราต้องปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเข้าใกล้ตัวองค์พระเจ้าเอง สิ่งที่ควรปรารถนาที่สุดในใจเราคือ “พระผู้ให้” ความชอบธรรมนั้นแก่เราได้
- เราต้องกระตุ้นความปรารถนาอย่างแรงกล้าต่อพระวจนะของพระเจ้า
ประการที่สอง ความปรารถนาที่เพิ่มขึ้นต่อพระวจะของพระเจ้าต้องมีด้วย ทำไม? ลองคิดดูสักครู่ เมื่อเรารักใครสักคน เราอยากรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับคนๆ นั้น อะไรที่เขาชอบ อะไรที่เขาไม่ชอบ ฯลฯ
ในทำนองเดียวกัน ถ้าเรารักพระเจ้าและอยากรู้ว่าพระองค์ชอบอะไรและไม่ชอบอะไร เราต้องไปหาแหล่งเดียวที่เปิดเผยความจริงเหล่านี้แก่เรา – นั่นคือพระคัมภีร์ เนื่องจากความชอบธรรมที่กล่าวถึงในการเป็นสุขนี้เกี่ยวข้องกับการทำสิ่งที่ถูกต้องในสายพระเนตรของพระเจ้า ดังนั้นสถานที่เดียวที่เราจะพบสิ่งที่ถูกต้องในสายพระเนตรของพระเจ้าได้ก็คือในพระวจนะอันบริสุทธิ์ของพระองค์ กล่าวอีกนัยหนึ่ง พระวจนะของพระเจ้าต้องเป็นอาหารประจำสำหรับผู้ที่หิวกระหายความชอบธรรม นั่นเป็นเหตุผลที่เราอ่านและเห็นซ้ำๆ ในพระคัมภีร์ที่ประชากรของพระเจ้าที่ปรารถนาและชื่นชมยินดีในพระวจนะของพระเจ้าอย่างต่อเนื่อง
สดุดี 119:20 “จิตใจของข้าพระองค์เร่าร้อนด้วยคำนึงถึงกฎหมายของพระองค์ตลอดเวลา”
โยบ 23:12 “ ข้าพเจ้าไม่ได้ละทิ้งพระบัญชาจากพระโอษฐ์ของพระองค์ ข้าพเจ้าเก็บรักษาพระวจนะของพระองค์ไว้ยิ่งกว่าอาหารประจำวันของข้าพเจ้า”
เยเรมีย์ 15:16 “เมื่อพระวจนะของพระองค์มาถึง ข้าพระองค์ก็กินพระวจนะนั้น เป็นความชื่นชมยินดีและปลื้มปีติในจิตใจของข้าพระองค์ เพราะเขาเรียกข้าพระองค์ตามพระนามของพระองค์ ข้าแต่พระยาห์เวห์พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์”
มัทธิว 4:4 “พระเยซูตรัสตอบว่า “มีคำเขียนไว้ว่า ‘มนุษย์ไม่อาจดำรงชีวิตด้วยอาหารเพียงอย่างเดียวแต่ดำรงชีวิตด้วยทุกถ้อยคำจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า’”
1 เปโตร 2:1-3 “1เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายจงขจัดสารพัดความมุ่งร้าย การฉ้อฉล ความหน้าซื่อใจคด ความอิจฉาริษยา และการว่าร้ายทุกอย่างไปจากตัวท่าน 2จงกระหายหาน้ำนมฝ่ายวิญญาณอันบริสุทธิ์เหมือนทารกแรกเกิด เพื่อสิ่งนี้จะช่วยท่านให้เติบโตขึ้นในความรอดของท่าน 3ในเมื่อบัดนี้ท่านได้ลิ้มรสแล้วว่าพระเจ้าประเสริฐ”
ยิ่งเรากระหายพระวจนะของพระเจ้ามากเท่าไร – ไม่ใช่เพียงเพื่อความรู้ทางปัญญาอย่างเดียว แต่เพื่อการเชื่อฟัง – เราก็จะยิ่งเชื่อฟังมากขึ้นเท่านั้น และยิ่งเราเชื่อฟังมากเท่าไร เราก็จะยิ่งได้รับความชอบธรรมมากขึ้นเท่านั้น ผลที่ตามมาคือ เราจะยิ่งกระหายหาพระวจนะของพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น และวงจรนี้ก็จะดำเนินต่อไป
ในทำนองเดียวกัน ยิ่งเราดำเนินชีวิตในทางที่ไม่เชื่อฟังมากเท่าไร เราก็จะยิ่งกระหายพระวจนะของพระเจ้าน้อยลงเท่านั้น และยิ่งเรากระหายพระวจนะของพระเจ้าน้อยลงเท่าไร การเชื่อฟังก็จะน้อยลงเท่านั้น ในกรณีนี้ สิ่งหนึ่งจะหล่อเลี้ยงอีกสิ่งหนึ่ง –ในแง่คราวนี้เป็นในทางด้านลบ
ดังนั้น ความปรารถนาในพระเจ้าจึงนำไปสู่ความปรารถนาในพระวจนะของพระเจ้า – นี่คือสองหนทางในการเติบโตในความหิวและกระหายต่อความชอบธรรม คุณมีความปรารถนาเช่นนั้นหรือไม่? จำไว้ว่า คุณเป็นในสิ่งที่คุณกินเข้าไป ความปรารถนาในใจของคุณคืออะไร? ความปรารถนาไม่โกหก!
การขอร้องให้มีต่อความหิวและความกระหายในความชอบธรรมนี้
ในอินเดีย มีธรรมเนียมที่ชาวฮินดูหลายคนทำเมื่อมีคนเสียชีวิต ผมจำได้ว่าเคยทำเมื่อตอนเป็นเด็ก [ตอนที่ผมยังไม่ได้รับความรอด] เมื่อพ่อของผมเสียชีวิต เราจะหยิบข้าวสารกำมือหนึ่งใส่ไว้ในปากของผู้ตาย และเมื่อศพถูกย้ายไปฝัง ข้าวสารนั้นก็ยังคงเหลืออยู่โดยไม่ได้กิน ทำไม? เพราะศพไม่รู้สึกหิวหรือกระหาย!
ในทำนองเดียวกัน คนที่ตายทางจิตวิญญาณก็ไม่มีความหิวและกระหายในความชอบธรรม ดังนั้น หากคุณอ้างว่าเป็นคริสเตียน แต่กลับไม่มีความปรารถนาที่จะทำสิ่งที่ถูกต้องในสายตาของพระเจ้า คุณต้องถามตัวเองด้วยคำถามสำคัญนี้: ฉันยังมีชีวิตอยู่ทางจิตวิญญาณหรือไม่?
จำไว้ว่า คำเทศนาบนภูเขาเป็นเหมือนกระจกที่พระเยซูทรงยกส่องให้เราดูว่าชีวิตของเราสอดคล้องกับสิ่งที่พระองค์ตรัสว่าควรจะเป็นชีวิตของผู้ที่อ้างตัวว่าเป็นผู้ติดตามพระองค์หรือไม่ คำพูดของพระองค์ในตอนท้ายของคำเทศนาบนภูเขาทำให้เรื่องนี้ชัดเจนว่า “ไม่ใช่ทุกคนที่กล่าวแก่เราว่า ‘พระเจ้า พระเจ้า’ จะเข้าสู่ราชอาณาจักรแห่งสวรรค์ แต่เฉพาะผู้ที่ทำตามพระประสงค์ของพระบิดาของเราผู้ทรงสถิตอยู่ในสวรรค์เท่านั้น” [มัทธิว 7:21] หนึ่งในพระประสงค์ของพระบิดาคือให้เรามีความหิวและความกระหายอันบริสุทธิ์ที่จะทำความชอบธรรม – ที่จะทำสิ่งที่ถูกต้องในสายพระเนตรของพระองค์ ถ้าเราไม่มีความกระหายเช่นนั้น เราก็ไม่สามารถอ้างได้อย่างถูกต้องว่าเราเป็นบุตรของพระองค์
เราต้องไม่หลอกตัวเอง หากวิถีชีวิตของเราไม่ได้แสดงถึงความชอบธรรม เราต้องกลับใจโดยไม่ชักช้า และมาหาพระคริสต์ด้วยความสำนึกผิดในบาปของเราอย่างแท้จริง และโดยความเชื่อ ยอมรับการให้อภัยที่พระองค์ทรงมอบให้ นั่นคือวิธีที่เราจะได้รับความชอบธรรมของพระเจ้า และนับจากนั้นเป็นต้นไป เราจะได้รับการดลใจจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้ปรารถนาความชอบธรรมนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ในชีวิตประจำวันของเราตราบเท่าที่เรายังมีชีวิตอยู่ และพระเจ้าจะทรงเติมเต็มเราอย่างต่อเนื่อง และเมื่อพระคริสต์เสด็จกลับมา เราจะได้สัมผัสกับการเติมเต็มอย่างสมบูรณ์ในครั้งเดียวและตลอดไป และเราจะประพฤติตนอย่างเป็นที่พอพระทัยพระเจ้าตลอดไปนับจากนั้น
คำเตือน
ผู้ที่ปฏิเสธวิถีชีวิตที่หิวและกระหายความชอบธรรมนี้ จะประสบกับความหิวและกระหายในชีวิตหลังความตายของพวกเขา อย่างไรก็ตาม มันจะเป็นการหิวและกระหายเพื่อบรรเทาความทุกข์ทรมานที่เกิดจากการทรมานในนรก [ลก. 16:24] และความหิวและกระหายนั้นจะไม่มีวันอิ่ม – ตลอดนิรันดร์ ช่างเป็นชีวิตที่น่าสะพรึงกลัว!
เราเป็นในสิ่งที่เรากิน ถ้าบาปเป็นอาหารของเรา ผลลัพธ์สุดท้ายคือความทุกข์ทรมานอันแสนสาหัสในนรก ในทางกลับกัน ถ้าความชอบธรรมเป็นอาหารของเรา ผลลัพธ์สุดท้ายคือความสุขอย่างเหลือล้นในสวรรค์ มีเพียงสองปลายทางนี้เท่านั้น เราจะเลือกอะไร? ความทุกข์ทรมานอันแสนสาหัสหรือความสุขอย่างเหลือล้น? ขอพระเจ้าทรงช่วยเราให้เลือกความสุขโดยการแสวงหาสิ่งที่พระเยซูทรงเรียกเราให้แสวงหาในพระพรแห่งการเป็นสุขข้อนี้
ผู้ใดที่หิวและกระหายความชอบธรรม พระองค์จะทรงให้ผู้นั้นได้อิ่มบริบรูณ์
