อย่าประหลาดใจเมื่อพบกับความยากลำบาก
(English Version: “Don’t Be Surprised When You Go Through Suffering”)
ในช่วงกลางคริสตศตวรรษที่ 15 พระคัมภีร์ได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษ เมืองแฮดลีย์เป็นหนึ่งในสถานที่แรกๆ ในอังกฤษที่ ได้รับพระคัมภีร์เป็นภาษาอังกฤษ ดร. โรว์แลนด์ เทย์เลอร์ เป็นศิษยาภิบาลของแฮดลีย์ที่เทศนาพระวจนะของพระเจ้าอย่าง ซื่อสัตย์ ดังที่คาดไว้ เขาได้รับคำสั่งให้ไปปรากฏตัวต่อหน้าบิชอปและลอร์ดชานเซลเลอร์ในลอนดอน เขาถูกกล่าวหาว่าเป็นคน นอกรีต แต่จะได้รับโอกาสที่จะเปลี่ยนจุดยืนของเขาเกี่ยวกับพระคัมภีร์ มิฉะนั้นจะถูกเผาทั้งเป็นที่หลักประหาร
เขาตอบอย่างกล้าหาญว่า “ข้าพเจ้าจะไม่ละทิ้งการเทศนาความจริง และข้าพเจ้าขอบคุณพระเจ้าที่ทรงเรียกให้ข้าพเจ้ามีค่าควร แก่การทนทุกข์เพื่อพระวจนะของพระองค์” เขาถูกส่งกลับไปที่แฮดลีย์ทันทีเพื่อถูกเผา ระหว่างทาง เขาดูมีความสุขและรื่นเริง มากจนใครก็ตามที่เฝ้าดูคงคิดว่าเขากำลังจะไปงานเลี้ยงหรืองานแต่งงาน คำพูดของเขาที่พูดกับทหารยามมักทำให้พวกนั้น ร้องไห้ขณะที่เขาเรียกร้องให้พวกทหารสำนึกผิดจากการดำเนินชีวิตที่ชั่วร้ายและเลวทราม พวกเขาประหลาดใจที่ได้เห็น ดร.เทย์เลอร์มีความมั่นคง กล้าหาญ มีความยินดี และยินดีที่ได้ตาย
เมื่อทั้งหมดเดินทางไปถึงสถานที่ที่ ดร.เทย์เลอร์จะถูกเผา เขากล่าวกับผู้เชื่อทุกคนซึ่งรวมตัวกันอยู่ที่นั่นด้วยน้ำตาคลอเบ้าว่า “ข้าพเจ้าไม่ได้สอนอะไรท่านเลยนอกจากพระวจนะอันบริสุทธิ์ของพระเจ้าและบทเรียนที่ข้าพเจ้าได้นำมาจากพระคัมภีร์ไบเบิลซึ่งเป็นหนังสืออันบริสุทธิ์ของพระเจ้า ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่ในวันนี้เพื่อจะผนึกตรามันด้วยเลือดของข้าพเจ้าเอง”
เขาคุกเข่าลง อธิษฐาน และเดินไปที่หลักประหาร เขาจูบเสาไม้นั้น ยืนพิงมัน โดยประสานมือไว้และมองไปยังท้องฟ้า เขาอธิษฐานไปเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง พวกทหารยามล่ามโซ่เขาไว้ และทหารบางส่วนวางเรียงฝืนเพื่อจุดไฟ เมื่อไฟลุก ดร.เทย์เลอร์ยกมือทั้งสองขึ้นและเรียกหา พระเจ้าโดยกล่าวว่า “พระบิดาแห่งสวรรค์ผู้ทรงเมตตา ขอทรงรับวิญญาณของข้าพระองค์ไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์เพื่อเห็นแก่พระเยซูคริสต์ พระผู้ช่วยให้รอดของข้าพเจ้า”
เขายืนอยู่ท่ามกลางกองไฟโดยไม่ร้องไห้หรือขยับตัว มือทั้งสองประสานกัน เพื่อไม่ให้เขาต้องทนทุกข์ต่อไป ชายคนหนึ่งวิ่งไปที่ กองไฟและฟาดศีรษะของเขาด้วยขวานรบด้ามยาว เทย์เลอร์เสียชีวิตทันทีและศพของเขาร่วงลงไปในกองไฟ
เมื่อเราอ่านเรื่องราวเช่นนี้และเรื่องราวอื่นๆ ที่คล้ายกันนี้ เราสงสัยว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้คนอย่างเทย์เลอร์ต้องทนทุกข์เช่นนี้ เหตุผลประการหนึ่งที่ผมเชื่อก็คือ พวกเขารู้ว่าชีวิตคริสเตียนคือการเรียกร้องให้ทนทุกข์ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่แปลกใจเมื่อต้องทนทุกข์ พวกเขายึดมั่นและเข้าใจใน 1 เปโตร 4:12 “ท่านที่รัก อย่าประหลาดใจที่ท่านต้องได้รับความทุกข์ยากอย่างแสนสาหัสเป็นการลองใจ เหมือนหนึ่งว่าเหตุการณ์อันประหลาดได้เกิดขึ้นกับท่าน”
สังเกตว่าเปโตรเริ่มด้วยการพูดว่า “อย่าประหลาดใจ” นั่นเป็นคำสั่ง “จงคาดหวังว่าการทนทุกข์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคริสเตียน” นั่นคือสิ่งที่เปโตรหมายถึง คุณเห็นไหมว่าปฏิกิริยาปกติของมนุษย์คือการแสดงอาการตกใจเมื่อต้องเผชิญกับการทดลอง “มีบางอย่างไม่ปกติ” เกิดขึ้นกับฉัน อย่างไรก็ตาม คริสเตียนที่มีความเข้าใจไม่ควรเป็นแบบนั้น เราไม่ควรประหลาดใจเมื่อการทดลองเกิดขึ้น แต่เราควรคาดหวังว่ามันจะเกิดขึ้น พระคัมภีร์เตือนเราซ้ำแล้วซ้ำอีกให้คาดหวังว่าจะต้องทนทุกข์และอย่าแปลกใจเมื่อการทดลองเกิดขึ้น ต่อไปนี้คือตัวอย่างบางส่วนจากคำตรัสขององค์พระเยซูเจ้าเอง
มัทธิว 5:11 “เมื่อเขาจะติเตียนข่มเหงและนินทาว่าร้ายท่านทั้งหลายเป็นความเท็จเพราะเรา ท่านก็เป็นสุข”
มัทธิว 10:34-36 “34 อย่าคิดว่าเรามาเพื่อจะนำสันติภาพมาสู่โลก เรามิได้นำสันติภาพมาให้ แต่เรานำดาบมา 35 ด้วยว่าเรามาเพื่อจะให้ลูกชายหมางใจกับบิดาของตน และลูกสาวหมางใจกับมารดาและลูกสะใภ้หมางใจกับแม่สามี 36 และผู้ที่อยู่ร่วมเรือนเดียวกัน ก็จะเป็นศัตรูต่อกัน”
มาระโก 10:29-30 “29 พระเยซูตรัสตอบว่า ‘เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าผู้ใดได้สละบ้าน หรือพี่น้องชายหญิง หรือบิดามารดา หรือภรรยา หรือบุตร หรือที่ดิน เพราะเห็นแก่เราและข่าวประเสริฐนั้น 30 ในเวลานี้ผู้นั้นจะได้รับตอบแทนร้อยเท่า คือบ้าน พี่น้องชายหญิง มารดา บุตรและที่ดิน ทั้งจะถูกการข่มเหงด้วย และในโลกหน้าจะได้ชีวิตนิรันดร์’”
ยอห์น 15:20 “จงระลึกถึงคำที่เราได้กล่าวแก่ท่านทั้งหลายแล้วว่า ‘ทาสมิได้เป็นใหญ่กว่านายของเขา’ ถ้าเขาข่มเหงเรา เขาก็จะข่มเหงท่านทั้งหลายด้วย ถ้าเขารักษาคำของเรา เขาก็จะรักษาคำของท่านทั้งหลายด้วย”
ผู้เขียนพันธสัญญาใหม่คนอื่นๆ ก็เตือนเราถึงข้อเท็จจริงนี้เช่นกัน เปาโลบอกเราใน 2 ทิโมธี 3:12 ว่า “แท้จริง ทุกคนที่ปรารถนาจะดำเนินชีวิตตามพระเจ้าในพระเยซูคริสต์จะถูกข่มเหง” ยอห์นเตือนเราใน 1 ยอห์น 3:13 ว่า “พี่น้องทั้งหลาย อย่าแปลกใจเลย ถ้าโลกเกลียดชังพวกท่าน”
เมื่อเราอ่านหนังสือกิจการหรือฮีบรูบทที่ 11 เราจะนึกถึงการถูกหินขว้าง การจำคุก การถูกเฆี่ยน และการสังหารที่คนของ พระเจ้าต้องเผชิญในช่วงปีแรกๆ ของการเริ่มมีคริสตจักร เรื่องจากประวัติศาสตร์คริสตจักรเป็นพยานถึงความทุกข์ทรมานของ ประชากรของพระเจ้าจากน้ำมือของโลกนี้ตั้งแต่ศตวรรษที่ 1 จนถึงปัจจุบัน นับตั้งแต่มนุษย์ตกลงในความบาปก็มีความเป็น ศัตรูกันอย่างต่อเนื่องระหว่างคนของซาตานและคนของพระเจ้า เนื่องจากซาตานต่อต้านพระเจ้ามันจะยุยงให้ลูกๆ ของมัน เกลียดชังพระเจ้าและเกลียดทุกคนที่ยืนหยัดเพื่อพระเจ้า ดังนั้นจึงชัดเจนว่าทั้งพระเยซูและอัครสาวกเตือนเราถึงความเป็น จริงของความทุกข์ยาก
ย้อนกลับไปที่ 1 เปโตร 4:12 เปโตรอธิบายต่อไปว่า บางครั้งการทดสอบที่เราต้องเผชิญอาจเปรียบได้กับ “การทุกข์ยากอย่างแสนสาหัส” คริสเตียนไม่เพียงแต่คาดหวังถึงการทดสอบและไม่ประหลาดใจกับการทดสอบเหล่านั้น แต่บางครั้ง การทดสอบเหล่านี้ก็รุนแรงหรือรุนแรงมาก นั่นคือความหมายของคำว่า “ร้อนโชน” [เผาไหม้] คำเดียวกันนี้ได้รับ การแปลเป็น “เตาเผา” ในพันธสัญญาเดิม ซึ่งอธิบายถึงความรุนแรงของประสบการณ์ซึ่งคริสเตียนที่เปโตรเขียนถึงกำลัง ประสบในเวลานั้น และสิ่งที่มีบางคนต้องเผชิญแม้กระทั่งในสมัยของเรา
ในจุดนี้ เราอาจถามว่า “การทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสเช่นนี้มีประโยชน์อะไร?” เปโตรตอบคำถามนั้นด้วยคำเหล่านี้ว่า “การทุกข์ยากอย่างแสนสาหัส…ได้เกิดขึ้นเพื่อทดสอบคุณ” ความทุกข์มาเพื่อทดสอบเรา ความเชื่ออันแท้จริงจะคงอยู่ได้แม้ จะต้องเผชิญกับการทดสอบ ความเชื่อจอมปลอมจะพังทลายเมื่อต้องเผชิญการทดสอบ ก่อนหน้านี้ ใน 1 เปโตร 1:6-7 เปโตรพูดถึงความเชื่อของคริสเตียนที่ถูกทดสอบและถูกชำระล้างด้วยความทุกข์ เช่นเดียวกับทองคำที่ถูกทดสอบและชำระล้าง ด้วยไฟ ไฟเผยให้เห็นคุณภาพของทองคำ และหากเป็นทองคำแท้ ก็จะบริสุทธิ์ยิ่งขึ้นหลังจากผ่านกระบวนการเผาไหม้ ซึ่งก็เหมือนกับคริสเตียนแท้ เขาจะบริสุทธิ์ยิ่งขึ้นหลังจากผ่านกระบวนการทดสอบ
การทนทุกข์จำเป็นสำหรับผู้เชื่อ เราจะเป็นเหมือนองค์พระผู้เป็นเจ้าของเราได้อย่างไร? เราจะเรียนรู้ที่จะรักศัตรู ทำดีต่อผู้ที่เกลียดชังเรา และอธิษฐานเผื่อผู้ที่ข่มเหงเราได้อย่างไร? เราจะถ่อมตัว อ่อนโยน เข้าอกเข้าใจ และไวต่อความต้องการของผู้อื่นได้อย่างไร? ถ้าเราไม่เข้าใจว่าพระเจ้าทรงใช้การทดลองเพื่อชำระเรา เปโตรกล่าวว่าเราจะตอบสนองต่อการทดลองเหล่านั้น “ราวกับว่ามีสิ่งแปลกประหลาดเกิดขึ้น” กับเราอย่างนั้นหรือ
น่าเสียดายมีคนจำนวนมากที่อ้างตัวว่าเป็นคริสเตียนตอบสนองต่อการทุกข์ยากด้วยคำว่า “สิ่งแปลกประหลาดนี้เกิดขึ้นกับฉัน” บางทีพวกเขาอาจได้รับคำสัญญาว่าชีวิตคริสเตียนคือชีวิตที่ปราศจากปัญหา มีสุขภาพดี มีความมั่งคั่ง และมีความสุข – ซึ่งมันตรงกันข้ามกับคำสอนในพระคัมภีร์โดยสิ้นเชิง และเมื่อคนเหล่านี้เผชิญกับการทดลอง พวกเขาไม่รู้วิธีตอบสนองที่ถูกต้อง นั่นคือเหตุผลว่าทำไมจึงเป็นสิ่งสำคัญที่คน ๆ หนึ่งจะต้องคำนึง/คำนวณถึงสิ่งที่เขาต้องจ่ายก่อนจะติดตามพระคริสต์
พระเยซูเองทรงเรียกร้องให้เราคำนวณค่าใช้จ่ายก่อนที่จะติดตามพระองค์ [ลก. 14:26-35] พระองค์ไม่สนใจที่จะสร้างสาวกที่ไม่เต็มใจ สาวกที่จะหนีเมื่อต้องจ่ายราคาสำหรับความเชื่อของพวกเขา ผู้ที่หนีเมื่อเกิดการทดลองคือผู้ที่ตอบสนองต่อพระคริสต์บนพื้นฐานของอารมณ์ เช่นเดียวกับเมล็ดพืชที่ตกลงบนพื้นดินที่มีหิน พระเยซูทรงอธิบายถึงคนเหล่านี้ในลักษณะดังต่อไปนี้ “16 และซึ่งตกที่ซึ่งมีพื้นหิน มีเนื้อดินแต่น้อยนั้นก็ทำนองเดียวกัน ได้แก่บุคคลที่ได้ยินพระวจนะ และก็รับทันทีด้วยความปรีดี 17 แต่ไม่มีรากในตัวจึงทนอยู่ได้ชั่วคราว ภายหลังเมื่อเกิดการยากลำบากและการข่มเหงต่างๆเพราะพระวจนะนั้น ก็เลิกเสียในทันทีทันใด” [มก. 4:16-17]
ในทางกลับกัน ผู้ที่คำนวณค่าใช้จ่ายคือผู้ที่ตระหนักถึงความบาปและความทุกข์ยากของตนเอง และมาหาพระคริสต์ตามเงื่อนไขของพระองค์ – ตามที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงประทานให้ คนเหล่านี้เปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์ที่หว่านลงในดินดี และพวกเขาจะอดทนเมื่อเผชิญกับการทดลอง “และซึ่งตกที่ดินดีนั้น ได้แก่คนเหล่านั้นที่ได้ยินพระวจนะด้วยใจซื่อสัตย์และใจที่ดีแล้วก็จดจำไว้ จึงเกิดผลด้วยความเพียร” [ลก. 8:15] พวกเขาคาดไว้แล้วว่าจะต้องทนทุกข์ และไม่แปลกใจเมื่อการทดลองมาถึง ดังนั้นพวกเขาจึงอดทนได้!
ขอให้เราอธิษฐานต่อพระเจ้าอยู่เสมอเพื่อเตือนเราผ่านพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้เราคาดหวังไว้ว่าจะต้องเจอกับความทุกข์ และไม่ต้องประหลาดใจกับสิ่งนี้ การถูกปฏิเสธและความทุกข์ในรูปแบบต่างๆ จะเกิดขึ้นเมื่อเราใช้ชีวิตเพื่อพระเยซู และการมีความเข้าใจในพระคัมภีร์เช่นนี้จะทำให้เกิดผลอย่างน้อยสองประการ:
(1) จะช่วยป้องกันไม่ให้เราบ่นต่อพระเจ้าเมื่อเผชิญกับการทดลอง
(2) จะทำให้ใจของเราเข้มแข็งขึ้นด้วยที่จะคิดว่า การทนทุกข์เพื่อพระเยซูนั้นเป็นสิทธิพิเศษ ดังที่เปาโลเตือนเรา ในฟีลิปปี 1:29 ว่า “เพราะว่าได้ทรงโปรดแก่ท่านเพราะเห็นแก่พระคริสต์ มิใช่ให้ท่านเชื่อถือในพระองค์เท่านั้น แต่ให้ท่านทนความทุกข์ยากเพราะเห็นแก่พระองค์ด้วย” [ฟีลิปปี 1:29]!
