ชีวิตที่เปลี่ยนแปลง – ตอนที่ 3 –  ใช้ของประทานฝ่ายจิตวิญญาณเพื่อรับใช้ซึ่งกันและกัน

Posted byThai Editor July 2, 2026 Comments:0

(English Version: Using Our Spiritual Gifts To Serve One Another)

ในโรม 12:1-2 เปาโลพูดถึงความรับผิดชอบของผู้เชื่อที่จะถวายทั้งร่างกายและจิตใจของตนเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตแด่พระเจ้าภายใต้แสงแห่งพระเมตตาของพระองค์ ตั้งแต่โรม 12:3 จนถึงส่วนที่เหลือของบทนี้ เปาโลกล่าวถึงความรับผิดชอบของคริสเตียนต่อผู้อื่น—ทั้งผู้เชื่อและผู้ไม่เชื่อ

ในโรม 12:3-8 เขาพูดถึงความรับผิดชอบของเราที่จะใช้ของประทานฝ่ายวิญญาณของเราอย่างถ่อมใจเพื่อรับใช้ซึ่งกันและกันภายในคริสตจักรท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เราจะไปดูข้อพระคัมภ์เหล่านี้ เรามาเรียนรู้ความจริงพื้นฐาน 4 ประการ เกี่ยวกับของประทานฝ่ายวิญญาณจาก 1 โครินธ์ 12:7 กันก่อน “การสำแดงของพระวิญญาณนั้นมีแก่ทุกคนเพื่อประโยชน์ร่วมกัน”

ความจริง # 1. คริสเตียนทุกคนได้รับของประทานฝ่ายวิญญาณ: “การสำแดงของพระวิญญาณนั้นมีแก่ทุกคน”

ความจริง # 2. ของประทานฝ่ายวิญญาณ “ได้รับ” เป็นของขวัญ ไม่สามารถหามาได้หรือเรียกร้องได้

ความจริง # 3. พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นผู้ประทานของประทานฝ่ายวิญญาณ: “การสำแดงของพระวิญญาณนั้นมีแก่”

ความจริง # 4. ของประทานฝ่ายวิญญาณนั้นทรงประทานให้เพื่อประโยชน์ของผู้อื่น: “ประทานให้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน”

ดังนั้น หากผมจะสรุปความจริงของข้อพระคัมภีร์นี้ ก็คงประมาณนี้ได้ว่า: ของประทานฝ่ายวิญญาณคือความสามารถพิเศษที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ประทานให้แก่คริสเตียนทุกคนเพื่อจุดประสงค์ในการรับใช้ผู้อื่น ตามที่โรม 12:3-8 กล่าวไว้ คริสเตียนต้องมีทัศนคติ 3 ประการเมื่อพวกเขาพยายามดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปในด้านการรับใช้ซึ่งกันและกันโดยใช้ของประทานฝ่ายวิญญาณที่พระเจ้าประทานให้

ทัศนคติ # 1. ความถ่อมตน [โรม 12:3]

3 ข้าพเจ้าขอกล่าวแก่ท่านทั้งหลายทุกคนโดยพระคุณ ซึ่งทรงประทานแก่ข้าพเจ้าแล้วว่า อย่าคิดถือตัวเกินที่ตนควรจะคิดนั้น แต่จงคิดให้ถ่อมสุขุมสมกับขนาดความเชื่อ ที่พระเจ้าได้ทรงโปรดประทานแก่ท่าน

‬‬‬‬‬เมื่อพูดถึงการใช้ของประทานฝ่ายวิญญาณ ทัศนคติพื้นฐานที่ควรบ่งบอกถึงชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปคือความถ่อมตน—ไม่มีที่ว่างสำหรับการคิดว่าตนเองเหนือกว่าผู้อื่น “อย่าคิดถือตัวเกินที่ตนควรจะคิดนั้น” ไม่มีใครในพวกเราที่พระองค์ขาดไม่ได้ มีคำกล่าวว่า “พระเจ้าทรงฝังคนรับใช้ของพระองค์และทรงทำพระราชกิจต่อไป!” สุสานเป็นหลักฐานว่าคริสตจักรของพระเจ้ายังคงดำเนินต่อไปแม้หลังจากที่ประชากรของพระเจ้าได้จากไปแล้ว

1 โครินธ์ 4:7 เตือนเราว่าทุกสิ่งที่เรามีเป็นผลมาจากพระคุณของพระเจ้าในชีวิตของเรา “เพราะอะไรทำให้ท่านแตกต่างจากคนอื่น? ท่านมีอะไรบ้างที่ท่านไม่ได้รับ? และถ้าท่านได้รับแล้ว ทำไมท่านจึงโอ้อวดราวกับว่าท่านไม่ได้รับ?” นั่นเป็นเหตุผลว่าไม่มีที่ว่างสำหรับการโอ้อวดหรือความรู้สึกว่าตนเหนือกว่าเกี่ยวกับของประทานที่เราได้รับ ทุกสิ่งที่เรามีเป็นผลมาจากพระเจ้าผู้ทรงอำนาจสูงสุดทรงเลือกที่จะประทานของประทานให้แก่เรา—เพื่อประโยชน์ของผู้อื่นและในที่สุดเพื่อพระสิริของพระองค์!

เปาโลไม่เพียงแต่เรียกร้องให้ผู้เชื่องดเว้นจากการคิดว่าตนเองดีกว่าที่ควรจะเป็น แต่ยังเรียกร้องให้คิดถึงตนเองในทางที่ถูกต้องด้วย “แต่จงคิดให้ถ่อมสุขุมสมกับขนาดความเชื่อ ที่พระเจ้าได้ทรงโปรดประทานแก่ท่าน” เราควรคิดถึงตนเองให้เข้ากับความเชื่อที่พระเจ้าได้ประทานให้แก่เราแต่ละคน

ในขณะที่เราไม่ควรคิดว่าตนเองสูงส่งเกินไป เราก็ไม่ควรมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อตนเองเช่นกัน ซึ่งมักเป็นสัญญาณของความถ่อมตนจอมปลอม มันเหมือนกับคนที่ไปหาศิษยาภิบาลและพยายามอวดความถ่อมตนโดยพูดว่า “อาจารย์ครับ ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่าอะไรเลย!” ศิษยาภิบาลที่รู้ทันจึงตอบทันทีว่า “เป็นเรื่องจริง คุณไม่มีค่าอะไรเลย! จงรับทุกอย่างไว้ด้วยความเชื่อ!”

ประเด็นของเปาโลคือ เราควรมีทัศนคติที่ดีและเหมาะสมต่อตนเอง โดยรู้ว่าทุกสิ่งที่เรามีนั้นเป็นของขวัญจากพระเจ้า! ผู้เชื่อทุกคนเป็นบุตรของพระเจ้าและได้รับของประทาน เรามีหน้าที่ใช้ของประทานฝ่ายวิญญาณของเราด้วยทัศนคติที่ถ่อมตน นั่นคือทัศนคติแรกและเป็นพื้นฐานที่ควรยึดถือเมื่อเราพยายามรับใช้ผู้อื่นโดยใช้ของประทานของเรา

ทัศนคติ # 2. ความเป็นหนึ่งเดียวกัน [โรม 12:4-5]

4 เพราะว่า ในร่างกายอันเดียวนั้น เรามีอวัยวะหลายอย่าง และอวัยวะนั้นๆ มิได้มีหน้าที่เหมือนกันฉันใด

5  พวกเราผู้เป็นหลายคนยังเป็นกายอันเดียวในพระคริสต์และเป็นอวัยวะแก่กันและกันฉันนั้น

ไม่เพียงแต่ต้องมีความถ่อมตนเท่านั้น แต่ทัศนคติท่าทีแห่งความเป็นหนึ่งเดียวกันก็ควรเป็นสิ่งที่เราควรยึดถือเมื่อเราพยายามรับใช้ผู้อื่น แม้ว่าจะมีอวัยวะหลากหลายภายในร่างกายของพระคริสต์ แต่ในที่สุดแล้ว เราทุกคนก็เป็นร่างกายเดียวกันอันเป็นผลมาจากการรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสต์ และแต่ละคนก็เป็นของกันและกัน เมื่อเราระลึกถึงความจริงข้อนี้ เราจะมุ่งมั่นเพื่อความเป็นหนึ่งเดียวกันในการรับใช้ซึ่งกันและกัน เราต้องการกันและกันเช่นเดียวกับที่แต่ละอวัยวะในร่างกายต้องการอวัยวะอื่นๆ

ใน 1 โครินธ์ 12:15-26 เปาโลใช้อวัยวะต่างๆ ของร่างกายเป็นตัวอย่างเพื่ออธิบายว่าภายในร่างกายของพระคริสต์ คริสเตียนแต่ละคนต้องการคริสเตียนคนอื่นๆ และสรุปด้วยความจริงที่สำคัญนี้ว่า “ไม่ควรมีการแตกแยกในร่างกาย แต่ส่วนต่างๆ ควรมีความห่วงใยซึ่งกันและกัน” [1 โครินธ์ 12:25]

เป้าหมายควรเป็นความสามัคคีตามหลักพระคัมภีร์ เราเป็นหนึ่งเดียวกัน เราร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน เหมือนในร่างกายมนุษย์ เมื่อส่วนใดส่วนหนึ่งเจ็บปวด ร่างกายทั้งหมดก็รู้สึกเจ็บปวดไปด้วย และในทางกลับกัน เรื่องความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันภายในร่างกายนี้สำคัญมากจนพระเยซูเองทรงอธิษฐานขอให้เรามีความสามัคคีในยอห์น 17:21 ว่า “เพื่อพวกเขาทั้งหลายจะได้เป็นหนึ่งเดียวอันหนึ่งอันเดียวกันดังที่พระองค์คือพระบิดาทรงสถิตในข้าพระองค์ และข้าพระองค์อยู่ในพระองค์” ในเอเฟซัส 4:3 เปาโลเน้นย้ำให้เราแสวงหาความสามัคคีด้วยถ้อยคำเหล่านี้ว่า “จงเพียรพยายามเอาสันติสุขผูกมัดความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวของพระวิญญาณ”  การรักษาความสามัคคีในหมู่ผู้เชื่อนั้นต้องใช้ความเพียร

นั่นหมายความว่าเราไม่ควรอิจฉาของประทานหรือการยอมรับที่ผู้อื่นได้รับเมื่อพวกเขาใช้ของประทานฝ่ายวิญญาณของตน หมายความว่าเรามองข้ามเรื่องเล็กน้อยที่อาจคุกคามความสามัคคีภายในพระกายของพระคริสต์ได้ง่าย หมายความว่าเราแสดงความอดทนและการให้อภัย โดยระลึกว่าเราทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของกายเดียวกัน และแต่ละคนถูกเรียกให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นโดยการใช้ของประทานฝ่ายวิญญาณของตน

ทัศนคติ # 3. ความสัตย์ซื่อ [โรม 12:6-8]

6 และเราทุกคนมีของประทานที่ต่างกันตามพระคุณที่ได้ทรงประทานให้แก่เรา คือถ้าเป็นการพยากรณ์ ก็จงพยากรณ์ตามกำลังของความเชื่อ 7 ถ้าเป็นการปรนนิบัติก็จงปรนนิบัติ ถ้าเป็นการสั่งสอนก็จงสั่งสอน ถ้าเป็นการเตือนสติก็จงเตือนสติ 8 ถ้าเป็นการบริจาคก็จงให้โดยเต็มใจ ผู้ที่ครอบครองก็จงครอบครองด้วยเอาใจใส่ ผู้ที่แสดงความเมตตาก็จงแสดงด้วยใจยินดี

‬‬‬‬‬‬‬‬รายการข้างต้นไม่ใช่รายการของประทานฝ่ายวิญญาณทั้งหมดที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงประทานให้  ในข้อความอื่น ๆ เช่น 1 โครินธ์ 12:28-30, เอเฟซัส 4:11 และ 1 เปโตร 4:11 ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ แนวคิดพื้นฐานในที่นี้คือ ไม่ว่าของประทานใด ๆ ที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงประทานให้ ก็ควรใช้ด้วยความสัตย์ซื่อโดยผู้เชื่อทุกคน ไม่ควรมีใครเก็บซ่อนของประทานของตนไว้ หรือเกียจคร้านเมื่อต้องใช้ของประทานเหล่านั้น ของประทานต่างๆ ถูกมอบให้เราเพื่อที่เราจะได้ใช้มันเพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น นอกจากนี้ ถ้าคุณดูที่รายการที่เปาโลกล่าวไว้ในข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ คุณจะเห็นว่ามันครอบคลุมเกือบทุกอย่างที่คริสเตียนทุกคนจำเป็นต้องแสดงออกตามพระวจนะอยู่แล้ว ผู้เชื่อทุกคนต้องบอกเล่าเรื่องราวในพระคัมภีร์ให้ผู้อื่นฟัง รับใช้ผู้อื่น สอนผู้อื่น ให้กำลังใจผู้อื่น ให้แก่ผู้อื่น และแสดงความเมตตาต่อผู้อื่น เพียงแต่ผู้ที่มีของประทานพิเศษเหล่านี้ถูกเรียกให้ทำเช่นนั้นมากยิ่งขึ้นไปอีก เท่านั้นเอง!

ประเด็นสำคัญคือการใช้ของประทานที่เราได้รับอย่างสัตย์ซื่อ หากคุณไม่รู้ว่าคุณมีของประทานอะไร ให้มองค้นหาว่ามีอะไรที่คริสตจักรหรือใครต้องการความช่วยเหลือ และเริ่มรับใช้เสียเลย บ่อยครั้ง คุณจะพบว่าคุณมีของประทานในด้านนั้น หรืออาจถามคนรอบข้าง หรือสำรวจว่าหัวใจของคุณกำลังดึงดูดให้คุณรับใช้ในด้านใด และลงมือทำ พระเจ้าทรงสร้างร่างกายนี้ขึ้นมาเพื่อให้ของประทานฝ่ายวิญญาณไม่จำเป็นต้องซ่อนเร้น แต่ควรนำออกมาใช้ในที่สาธารณะ

ดังนั้น เราจึงมี—ความถ่อมตน ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และความสัตย์ซื่อ—ทัศนคติ 3 ประการที่ควรเป็นเป้าหมายของเราขณะที่เราพยายามดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงในด้านการรับใช้ซึ่งกันและกันโดยใช้ของประทานฝ่ายวิญญาณที่พระเจ้า ประทานให้

ความคิดส่งท้าย

ประเด็นสำคัญคืออย่าใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว เราไม่สามารถใช้ของประทานฝ่ายวิญญาณของเราได้เมื่อแยกตัวออกไป ของประทานเหล่านั้นควรใช้เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมการเข้าร่วมคริสตจักรท้องถิ่นและการเข้าร่วมกิจกรรมของคริสตจักรจึงสำคัญ ซึ่งไม่ได้หมายถึงเฉพาะการนมัสการในเช้าวันอาทิตย์เท่านั้น แต่รวมถึงโอกาสอื่นๆ ที่คริสตจักรจัดกิจกรรมด้วย [เช่น การศึกษาพระคัมภีร์ การประชุมอธิษฐาน ฯลฯ] รวมถึงการติดต่อสื่อสารกับผู้เชื่อคนอื่นๆ นอกเหนือจากการประชุมของคริสตจักรด้วย เป้าหมายของพระเจ้าคือให้เราเป็นเหมือนพระคริสต์ และสิ่งนั้นจะไม่เกิดขึ้นหากปราศจากชีวิตในชุมชน เราต้องช่วเหลือกันและกันโดยใช้ของประทานฝ่ายวิญญาณของเราอย่างเหมาะสม

ขออนุญาตยกตัวอย่างเหตุผลบางประการที่ทำให้คริสเตียนหลายคนไม่ได้ใช้ของประทานฝ่ายวิญญาณของตนอย่างมีประสิทธิภาพ

  • ความเย่อหยิ่ง: “ทุกอย่างต้องเป็นไปตามที่ฉันต้องการ ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น ฉันจะไม่รับใช้” หรือ “ถ้าฉันไม่ได้รับการยอมรับ ฉันจะไม่รับใช้” หรือแม้แต่การกลัวความล้มเหลว “ถ้าฉันล้มเหลวล่ะ? ฉันจะดูเป็นอย่างไรในสายตาคนอื่น?” มีความใส่ใจกับสิ่งที่คนอื่นคิดมากกว่าสิ่งที่พระเจ้าคิด!
  • ความเกียจคร้าน: การรับใช้ต้องใช้ความมุ่งมั่น  การตอบรับงานของพระเจ้าหมายถึงการปฏิเสธกิจกรรมบางอย่าง “แค่มาวันอาทิตย์และปรากฏตัวก็ดีที่สุดแล้วที่ฉันทำได้” เป็นทัศนคติที่น่าเศร้าที่พบได้ในหมู่ผู้เชื่อหลายคนในปัจจุบัน ปล่อยให้คนอื่นที่มีของประทานมากกว่าทำกิจกรรมที่จำเป็น การมีของประทานไม่ได้หมายความว่าเราจะใช้มันเสมอไป เราต้องทุ่มเทความพยายามอย่างเต็มที่ ความเกียจคร้านดูเหมือนจะเป็นบาปที่แพร่ระบาดในหมู่ผู้เชื่อในปัจจุบัน
  • ความท้อแท้: มีเหตุมาจากหลายสาเหตุ เช่น “ไม่เห็นผลลัพธ์มากนักจากสิ่งที่ทำ, คนมาคริสตจักรน้อย, มีหลายอย่างเกิดขึ้นในชีวิตส่วนตัวของฉัน, ดังนั้นฉันจึงคิดถึงคนอื่นไม่ได้”
  • การจัดลำดับความสำคัญผิด: ใช้เวลากับกิจกรรมทางโลกมากเกินไป เราต่างมีพลังงานเหลือเฟือสำหรับกิจกรรมในวันเสาร์ แต่พอถึงเช้าวันอาทิตย์กลับเหนื่อยเกินกว่าจะรับใช้! หรือในระหว่างสัปดาห์ก็ไม่มีเวลาเลยเพราะยุ่งอยู่กับกิจกรรมทางโลกมากมาย การใช้ชีวิตที่ยุ่งวุ่นวายไม่ได้หมายความว่าจะเกิดประโยชน์ทางด้านจิตวิญญาณเสมอไป เรายุ่งอยู่กับอะไร? “สิ่งเหล่านั้นมีผลต่อแผ่นดินสวรรค์หรือไม่?” เป็นคำถามที่คริสเตียนทุกคนต้องถามตัวเองอยู่เสมอ

เราสามารถหาข้อแก้ตัวและโน้มน้าวตัวเองได้เสมอว่าทำไมเราจึงไม่ใช้ของประทานฝ่ายวิญญาณที่เราได้รับ แต่ความจริงก็คือ พระเจ้าทรงเรียกเราให้ปฏิเสธตนเองและติดตามพระองค์ตลอดเวลา การใช้ของประทานฝ่ายวิญญาณย่อมมีราคาที่ต้องจ่ายเสมอ  ถึงกระนั้น ก็ไม่ควรหยุดยั้งเราจากการทำตามพระประสงค์ของพระองค์ในฐานะบุตรของพระองค์ ผู้ที่ได้รับความรอดแล้วจะรับใช้ผู้อื่น! จุดสำคัญไม่ได้อยู่ที่การมีของประทานที่น่าประทับใจ แต่อยู่ที่ว่าเราใช้ของประทานที่พระเจ้าประทานให้เราอย่างไร!

จงจำคำพูดของพระเยซูในอุปมาเรื่องตะลันต์ในมัทธิว 25:14-30 ไว้ แต่ละคนได้รับตะลันต์ต่างกัน คนหนึ่งได้รับ 5 ตะลันต์ คนหนึ่งได้รับ 2 ตะลันต์ และอีกคนหนึ่งได้รับ 1 ตะลันต์ “แต่ละคนได้รับตามกำลังของตน” [ข้อ 15] ผู้ที่ใช้สิ่งที่ตนได้รับอย่างดีก็ได้รับการยกย่อง ส่วนผู้ที่ไม่ใช้สิ่งที่ได้รับก็ถูกตำหนิอย่างรุนแรง คำตำหนิของพระเยซูเกี่ยวกับชายผู้นี้ทรงพลังมาก “เจ้าคนรับใช้ที่ชั่วร้ายและเกียจคร้าน…จงโยนคนรับใช้ที่ไร้ค่าคนนั้นออกไปข้างนอก ในที่มืด ที่นั่นจะมีเสียงร้องไห้และเสียงกัดฟัน” [มัทธิว 25:26, 30] ซึ่งหมายความว่าชายผู้นี้ไม่ใช่คริสเตียนแท้ด้วยซ้ำ ดังนั้น การไม่รู้จักรับใช้จึงไม่สอดคล้องกับการเป็นผู้เชื่อที่แท้จริง

ในทางกลับกัน เมื่อเราอุทิศตนเพื่อรับใช้ผู้อื่น เราจะไม่เพียงแต่ได้ยินคำพูดว่า “เจ้าเป็นผู้รับใช้ที่ดีและซื่อสัตย์” [มัทธิว 25:21] เท่านั้นจากพระโอษฐ์ของพระเยซูคริสต์ในอนาคต แต่เรายังสามารถมั่นใจได้ในปัจจุบันว่าความรอดของเราเป็นจริง!

สิ่งที่เปาโลสอนเราเกี่ยวกับการใช้ของประทานฝ่ายวิญญาณในข้อความนี้มีผลกระทบอย่างมาก นั่นเป็นเหตุผลที่เราต้องใส่ใจอย่างใกล้ชิด เป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องใช้ของประทานฝ่ายวิญญาณที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ประทานให้โดยการรับใช้ผู้อื่นด้วยท่าทีที่ถ่อมตน เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และสัตย์ซื่อ  เราต้องมองไปยังไม้กางเขนที่พระเยซูทรงสละพระองค์เองเพื่อเรา! นั่นจะกระตุ้นให้เราปรนนิบัติผู้อื่นอย่างต่อเนื่อง

เราได้รับพระเมตตา ขอให้พระเมตตานี้เป็นแรงผลักดันให้เราใช้ของประทานฝ่ายวิญญาณด้วยความรักเพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น นั่นคือเป้าหมายของเปาโลในโรม 12:3-8 ขอให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ช่วยเราให้ปฏิบัติตามสิ่งนี้

Category

Leave a Comment