ชีวิตที่เปลี่ยนแปลง – ตอนที่ 6 – ชื่นชมยินดีในความหวัง

Posted byThai Editor August 22, 2026 Comments:0

(English Version: Rejoicing in Hope)

ในศตวรรษที่ 3 มีชายคนหนึ่งที่กำลังจะตาย เขาได้เขียนถ้อยคำอำลาถึงเพื่อนว่า “โลกนี้ช่างเลวร้ายเหลือเกิน แต่ข้าพเจ้าได้พบกับคนกลุ่มหนึ่งที่รักสงบและรักษาความบริสุทธิ์  พวกเขาได้เรียนรู้ความลับอันยิ่งใหญ่ท่ามกลางโลกนี้ พวกเขาได้พบกับความชื่นชมยินดีที่เหนือกว่าความสุขใดๆ ท่ามกลางชีวิตที่เต็มไปด้วยบาปเป็นพันเท่า พวกเขาถูกดูหมิ่นและถูกข่มเหง แต่พวกเขาไม่สนใจ พวกเขามีจิตวิญญาณ พวกเขาเอาชนะโลกได้แล้ว คนเหล่านี้คือคริสเตียน และข้าพเจ้าก็เป็นหนึ่งในนั้น”

จากถ้อยคำข้างต้นนั้น คริสเตียนคือผู้ที่มีความชื่นชมยินดีได้โดยไม่ขึ้นอยู่กับความรื่นรมย์หรือความยากลำบากของโลกนี้ และนั่นคือหัวข้อหลักที่เราจะกล่าวถึงในบทความนี้

ความชื่นชมยินดีเป็นเรื่องเตือนใจที่มีประโยชน์และจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเราทุกคนต่างเผชิญกับปัญหา ความท้อแท้บ้างเป็นครั้งคราว หากปล่อยไว้โดยไม่แก้ไข ความท้อแท้สามารถนำไปสู่ภาวะซึมเศร้าเรื้อรัง ซึ่งทำให้เรารู้สึกเฉยชา  กลัว  และสมองมึนงง  การใช้ชีวิตแต่ละวันสำหรับผู้ที่ต่อสู้กับภาวะซึมเศร้านั้นเป็นเรื่องยากลำบาก และเมื่อกลางวันจบไป กลางคืนก็เป็นการต่อสู้อีกครั้ง การนอนไม่หลับกลายเป็นปัญหาเรื้อรัง และเมื่อกลางคืนจบไปและเช้ามาถึงอีกครา วงจรสิ้นหวังก็เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

ไม่ว่าใครจะเผชิญกับภาวะซึมเศร้าขั้นรุนแรงหรือแม้แต่มีความท้อแท้ ในส่วนแรกของโรม 12:12 มีวิธีรักษา วิธีรักษาที่แท้จริงที่เราทุกคนสามารถสัมผัสได้โดยไม่ต้องเสียเงินสักบาท นั่นคือ “จงชื่นชมยินดีในความหวัง” สังเกตว่าเปาโลไม่ได้แค่พูดว่า “จงชื่นชมยินดี” แต่พูดว่า “จงชื่นชมยินดีในความหวัง” มันสื่อถึงความชื่นชมยินดีเพราะความหวังที่เรามี  ความหวังตามนิยามแล้วหมายถึงสิ่งที่เรายังไม่มีอยู่ในปัจจุบัน มันเป็นสิ่งที่เราตั้งตารอที่จะได้ครอบครองในอนาคต

ถ้าเช่นนั้น ความหวังที่เป็นพื้นฐานของความชื่นชมยินดีที่เปาโลกล่าวถึงในข้อนี้คืออะไร?

ผมเชื่อว่าหมายถึงเวลาที่ผู้เชื่อจะได้รับผลลัพธ์ที่สมบูรณ์และการเปลี่ยนแปลงในท้ายที่สุดของเรา—คือเหตุการณ์ที่พระคัมภีร์เรียกว่าการได้รับสง่าราศีอย่างพระคริสต์  เมื่อเราจะถูกทำให้เหมือนพระคริสต์  ผมเชื่อว่านี่คือสิ่งที่เปาโลหมายถึง  ทำไมผมถึงพูดอย่างนั้น?  เพราะเปาโลได้กล่าวถึงความหวังนี้ไว้ก่อนหน้านี้ในโรม 5:1-2 ว่า “เหตุฉะนั้นเมื่อเราได้ถูกนับเป็นผู้ชอบธรรมโดยความเชื่อแล้ว เราจึงมีสันติสุขกับพระเจ้าโดยทางองค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเรา โดยทางพระองค์เราจึงได้เข้าในร่มพระคุณที่เรายืนอยู่นี้ด้วยความเชื่อ และเราจึงชื่นชมยินดีในความหวังที่จะได้มีส่วนในพระสง่าราศีของพระเจ้า”  วลี “ความหวังที่จะได้มีส่วนในพระสง่าราศีของพระเจ้า” หมายถึง “ความหวังที่จะมีส่วนร่วมในพระเกียรติสิริของพระเจ้า” เนื่องด้วยความเชื่อในพระคริสต์ เราจึงได้รับการชำระให้ชอบธรรม [คือได้รับการทำให้คืนดีกับพระเจ้าในสายพระเนตรของพระองค์] สงครามระหว่างพระเจ้ากับเราจบลงแล้ว และนั่นคือเหตุผลที่เรามีสันติสุขกับพระเจ้า นี่คือขั้นตอนแรกของความรอดของเรา

และด้วยเหตุนี้ เราจึงสามารถตั้งตารอขั้นตอนสุดท้ายจากผลแห่งความรอดของเราได้ ซึ่งเราจะได้มีส่วนร่วมในพระสิริของพระเจ้า นั่นคือการเป็นเหมือนพระคริสต์อย่างสมบูรณ์ เปาโลได้อธิบายประเด็นนี้ให้ชัดเจนในโรม 8:30 ว่า “และผู้ที่พระองค์ทรงกำหนดไว้ล่วงหน้า พระองค์ก็ทรงเรียกเขาด้วย ผู้ที่พระองค์ทรงเรียก พระองค์ก็ทรงให้เขาเป็นผู้ชอบธรรม และผู้ที่พระองค์ทรงให้เขาเป็นผู้ชอบธรรม พระองค์ก็ทรงให้เขามีสง่าราศีด้วย” แม้ว่าเราจะยังไม่ได้รับสง่าราศีนั้นขณะนี้ แต่คำว่า “พระองค์ทรงให้สง่าราศี” นั้นเขียนอยู่ในรูปอดีต ทำไมเปาโลจึงเขียนแบบนั้น? เพราะมันเป็นความแน่นอนอย่างแท้จริง! เราจะได้รับสง่าราศี นั่นคือการเป็นเหมือนพระคริสต์ เมื่อเราจะได้รับร่างกายใหม่เมื่อพระเยซูเสด็จกลับมา [โรม 8:22-25] และความหวังที่เราจะได้รับร่างกายใหม่นี้เองที่เปาโลบอกว่าเราควรตั้งตารอ

ในโรม 12:12 พระองค์ตรัสว่า ความหวังเช่นนั้นควรเป็นสาเหตุแห่งความชื่นชมยินดีของเรา เราชื่นชมยินดีในความหวังเพราะสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต คือการได้รับการสร้างให้เหมือนพระคริสต์เมื่อเราได้รับร่างกายใหม่ที่คล้ายกับร่างกายที่ได้รับสง่าราศีของพระองค์ และความหวังที่จะได้รับการสร้างให้เหมือนพระเยซูควรทำให้เราเปี่ยมล้นด้วยความชื่นชมยินดี เพราะในเวลานั้นจะไม่มีความเศร้าโศก ไม่มีน้ำตา ไม่มีความเจ็บปวด มีแต่ความสุขนิรันดร์ในการนมัสการพระเจ้าของเราอย่างที่พระองค์สมควรจะได้รับการนมัสการ แต่ในระหว่างนี้ แม้ว่าเราจะอยู่ในร่างกายที่ได้รับผลกระทบจากบาป เราก็ยังถูกเรียกให้ชื่นชมยินดี เรายังได้รับบัญชาให้แสดงออกถึงชีวิตแห่งความชื่นชมยินดีแม้ท่ามกลางความเศร้าโศก  เปาโลกล่าวใน 2 โครินธ์ 6:10 ว่าเขาและอัครสาวกคนอื่นๆ ยัง “มีทุกข์โศก แต่ก็ยังชื่นชมยินดีเสมอ” เราจะทำทั้งสองอย่างได้อย่างไร?

สามารถทำได้ เมื่อเราเข้าใจว่าความเศร้าโศกยังคงเป็นส่วนหนึ่งของโลกนี้ที่ถูกสาปแช่งด้วยบาป ดังที่เปาโลกล่าวไว้ในโรม 12:15 ว่า “จงเศร้าโศกกับผู้ที่เศร้าโศก” และในขณะที่มีความเศร้าโศกอยู่จริง ก็มีความแน่นอนของพระพรในอนาคตที่จะก่อให้เกิดความปีติยินดีที่ไม่สิ้นสุดในตัวเรา ทุกวันที่ผ่านไป เรายิ่งเข้าใกล้ความจริงในอนาคตนี้มากขึ้น เมื่อความหวังของเราเป็นจริงเมื่อพระคริสต์เสด็จกลับมา และนั่นควรทำให้เรามีความสุขใจ นั่นคือประเด็นของเปาโล

เราต้องจริงจังกับคำสั่งให้ชื่นชมยินดีนี้ เพราะเราได้รับบัญชาให้ชื่นชมยินดี ไม่ใช่ในทรัพย์สินและตำแหน่งของเรา แต่ในความหวังของการเสด็จกลับมาของพระคริสต์ การไม่ทำเช่นนั้นจึงเป็นบาป หลายคนอาจพูดว่า “ฉันมีความสุขมาก ฉันไม่เศร้า” บางทีคุณอาจเป็นหนึ่งในนั้น  แต่ผมขอถามคุณอย่างนี้ ‘ความสุขของคุณตั้งอยู่บนอะไร?’ มันตั้งอยู่บนการมีงานที่มั่นคงและได้เงินเดือนดีหรือไม่? มันตั้งอยู่บนการมีความสัมพันธ์ที่ดี มีเพื่อนที่ดี มีสุขภาพที่ดี มีบัญชีธนาคารที่มั่นคง และไม่ประสบปัญหามากมายหรือไม่?  ถ้าเป็นเช่นนั้น โปรดเข้าใจว่านั่นไม่ใช่พื้นฐานของความสุขที่เปาโลกำลังพูดถึงที่นี่!  แม้แต่คนทางโลก ถ้าพวกเขามีสิ่งเหล่านี้ พวกเขาก็จะมีความสุข แต่ถ้าเอาสิ่งใดสิ่งหนึ่งออกไป ความสุขของพวกเขาก็จะหายไป และความท้อแท้ก็จะเข้ามาอย่างรวดเร็ว

ลองคิดดู เราอาจตกงานได้อย่างรวดเร็ว เราอาจสูญเสียการเงินได้อย่างง่ายดาย สุภาษิต 11:28 กล่าวว่า “ผู้ที่วางใจในทรัพย์สมบัติของตนจะล้มลง” คนที่เราไว้ใจอาจทำให้เราผิดหวังหรือถึงกับเสียชีวิตได้ สุภาษิต 11:7 สะท้อนความจริงข้อนี้ได้เป็นอย่างดี “ความหวังที่ฝากไว้ในมนุษย์ก็ตายไปพร้อมกับเขา คำสัญญาแห่งอำนาจทั้งหลายก็ไร้ผล” ร่างกายของเราก็อาจเสื่อมโทรมลงในชั่วข้ามคืนได้เช่นกัน และยังมีอีกมากมายที่เสื่อมโทรมไปได้  ตอนนี้อะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้คุณมีความสุข? ถ้าสิ่งนั้นหายไป คุณจะยังคงมีความสุขอยู่หรือไม่? นี่คือสิ่งที่คุณต้องถามและหาคำตอบด้วยตัวเอง

แล้วเราจะสัมผัสกับความชื่นชมยินดีนี้ได้อย่างไร?  ขอผมอธิบายขั้นตอนให้ฟังนะครับ

ในพระธรรมกาลาเทีย 5:22-23 ได้บอกเราว่า “ความชื่นชมยินดี” เป็นหนึ่งในลักษณะของ “ผลแห่งพระวิญญาณ” ดังนั้น ความชื่นชมยินดีจึงเป็นสิ่งที่พระวิญญาณบริสุทธิ์เท่านั้นที่จะสร้างขึ้นในใจเราได้  พระองค์ทรงทำได้อย่างไร? ผ่านทางพระคัมภีร์ที่พระองค์ประทานให้เรา  ดังนั้น ความเชื่อมโยงจึงง่ายมาก พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสร้างความชื่นชมยินดีในใจเราเมื่อเรายอมจำนนต่อพระวจนะของพระเจ้า  เราต้องให้ความร่วมมือกับพระองค์เพื่อรับความยินดีนี้  เราต้องอุทิศตนให้กับการใคร่ครวญและโดยเฉพาะอย่างยิ่งการชื่นชมยินดีในพระวจนะของพระเจ้า เราต้องยอมให้พระวิญญาณบริสุทธิ์เปลี่ยนแปลงเรา ซึ่งรวมถึงการสร้างความสุขในใจเราด้วย

ยิ่งเราใช้เวลาใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้า เชื่อในพระวจนะนั้น และนำไปใช้มากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งมีความยินดีมากขึ้นเท่านั้น  ในบริบทนี้ ยิ่งเราอ่านเกี่ยวกับการเสด็จกลับมาของพระคริสต์และการที่เราจะถูกทำให้เหมือนพระคริสต์มากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งปรารถนาให้สิ่งนี้เกิดขึ้นมากเท่านั้น  ความหวังของเราก็จะยิ่งเข้มแข็งขึ้น และเราก็จะยิ่งมีความยินดีมากขึ้นเท่านั้น และยิ่งเรามีความยินดีมากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งอดทนในช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยากได้มากขึ้นเท่านั้น   ใน เยเรมีย์ 15:16 บันทึกประสบการณ์ของเยเรมีย์ไว้ว่า “เมื่อพระวจนะของพระองค์มาถึง ข้าพระองค์ก็กินเข้าไป เป็นความปีติและความยินดีในใจของข้าพระองค์ เพราะข้าพระองค์แบกรับพระนามของพระองค์ คือพระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์”  จงแสดงให้ผมเห็นคนที่อุทิศตนให้กับการดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อและการใคร่ครวญอย่างแท้จริง (ผมเน้นย้ำว่าการใคร่ครวญพระวจนะของพระเจ้าเกี่ยวกับอนาคตและปฏิบัติตามนั้น)  แล้วผมจะแสดงให้คุณเห็นคนที่มีความยินดีและไม่ท้อแท้ใจอันเป็นผลมาจากความหวังอันแข็งแกร่งของเขา

ในทางกลับกัน จงแสดงคนที่ไม่ได้ปักใจไปที่พระสัญญาของพระเจ้าเกี่ยวกับอนาคตมาให้ผมดู  ผมจะชี้ให้คุณเห็นคนๆ นั้นว่าเป็นคนที่ไม่ได้ดำเนินชีวิตด้วยความสุขที่แท้จริงตามหลักพระคัมภีร์ และเป็นคนที่ชีวิตขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางโลกเท่านั้น เมื่อทุกอย่างราบรื่น พวกเขาก็มีความสุข แต่เมื่อความสะดวกสบายทางโลกเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย พวกเขาก็ท้อแท้และหมดกำลังใจ อย่าให้เราเป็นเหมือนคนเหล่านั้นเลย แต่จงแสวงหาความชื่นชมยินดีที่แท้จริงตามหลักพระคัมภีร์อันเป็นผลมาจากการได้รับพระเมตตาของพระเจ้า [โรม 12:1] โดยการเชื่อ การชื่นชมยินดี และการปฏิบัติตามพระสัญญาของพระเจ้าเกี่ยวกับอนาคตของเรา  นั่นพิสูจน์ได้ว่าพระวิญญาณกำลังเปลี่ยนแปลงเราอย่างแท้จริงเมื่อจิตใจของเราได้รับการเปลี่ยนแปลงใหม่ด้วยพระวจนะของพระเจ้า

Category

Leave a Comment