ชีวิตที่เปลี่ยนแปลง – ตอนที่ 1 – ถวายร่างกายของเราแด่พระคริสต์

Posted byThai Editor May 30, 2026 Comments:0

(English Version: Offering Our Bodies To Christ)

หากคุณปรารถนาที่จะเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์มากขึ้นในชีวิตประจำวันของคุณ ผมขอเชิญชวนคุณร่วมเดินทางไปกับพระธรรมโรมบทที่ 12 บทนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในบทที่สำคัญที่สุดในพระคัมภีร์ เพราะกล่าวถึงชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปโดยพระคริสต์นั้นควรมีลักษณะอย่างไร

ดังนั้น นี่คือบทความที่ 1 ชื่อเรื่องว่า “ถวายร่างกายของเราแด่พระคริสต์” โดยอ้างอิงจากโรม 12:1  ในชุดบทความ “ชีวิตที่เปลี่ยนแปลง”

(หมายเหตุ: คุณอาจเริ่มหัดท่องจำ  ใคร่ครวญ และอธิษฐานผ่านข้อพระคัมภีร์เฉพาะในบทนี้ ที่แต่ละบทความจะกล่าวถึงเรื่องราวระหว่างการเดินทางของชีวิตที่เปลี่ยนแปลง)

*****************************************

หญิงคริสเตียนคนหนึ่งถามศิษยาภิบาลว่า “ช่วยให้ความหมายสั้นๆ ของการอุทิศตนหน่อยได้ไหมคะ?” ศิษยาภิบาลยื่นกระดาษเปล่าให้แล้วตอบว่า “คือการเซ็นชื่อของคุณที่ด้านล่างของกระดาษเปล่าแผ่นนี้ แล้วปล่อยให้พระเจ้าเติมเนื้อหาของกระดาษตามแต่ที่พระองค์ทรงประสงค์” นั่นแหละคือแก่นแท้ของการอุทิศตน! คือการมอบชีวิตของเราให้แก่พระองค์โดยไม่ถามคำถามใดๆ! คือการอุทิศตนอย่างเต็มที่ให้แก่พระเจ้าและพระประสงค์ของพระองค์ตลอดเวลา! คือชีวิตแห่งการยอมจำนนอย่างไม่มีเงื่อนไข!

ในสมัยพันธสัญญาเดิม พระเจ้าทรงบัญชาให้ประชากรของพระองค์ถวายสัตว์บูชาตามเวลาที่กำหนด แต่หลังจากที่พระเยซูทรงเสียสละครั้งเดียวบนไม้กางเขนแล้ว พระเจ้าไม่ทรงต้องการสัตว์บูชาตามเวลาที่กำหนดอีกต่อไป แต่ทรงต้องการให้ประชากรของพระองค์ถวายร่างกายและจิตใจของตน—ไม่ใช่แค่ในบางเวลา—แต่ตลอดเวลา—ในฐานะเครื่องบูชาที่มีชีวิต นั่นคือประเด็นสำคัญของโรม 12:1-2

โรม 12:1-2 “1ดังนั้น พี่น้องทั้งหลาย ด้วยเหตุนี้โดยเห็นแก่ความเมตตากรุณาของพระเจ้า ข้าพเจ้าจึงวิงวอนท่านทั้งหลายให้ถวายตัวของท่านแด่พระองค์ เพื่อเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตอันบริสุทธิ์และเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า ซึ่งเป็นการนมัสการโดยวิญญาณจิตของท่านทั้งหลาย 2อย่าประพฤติตามอย่างคนในยุคนี้ แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ แล้วอุปนิสัยของท่านจึงจะเปลี่ยนใหม่ เพื่อท่านจะได้ทราบน้ำพระทัยของพระเจ้า จะได้รู้ว่าอะไรดี อะไรเป็นที่ชอบพระทัยและอะไรดียอดเยี่ยม”

เราถูกเรียกให้ถวายตัวทั้งหมด มอบตัวทั้งหมดแด่พระเจ้าโดยการเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์! และสิ่งนี้จะสำเร็จได้โดยการทำ 2 สิ่ง:

(1) โดยการถวายร่างกายของเราแด่พระเจ้า (ข้อ 1)

(2) โดยการถวายจิตใจของเราแด่พระเจ้า (ข้อ 2)

ในบทความนี้ เราจะพิจารณาเฉพาะข้อแรกเท่านั้น—คือการถวายร่างกายของเราแด่พระเจ้า ตามโรม 12:1

ก่อนอื่น โปรดสังเกตสิ่งที่เปาโลใช้เป็นแรงจูงใจเมื่อเขาเรียกร้องให้เราถวายร่างกายของเราเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตในส่วนแรกของข้อ 1: “ดังนั้น พี่น้องทั้งหลาย ด้วยเหตุนี้โดยเห็นแก่ความเมตตากรุณาของพระเจ้า” พระเมตตาของพระเจ้า—นั่นคือแรงจูงใจ!

คำว่า “ดังนั้น”  จึงเกี่ยวข้องกับ 11 บทก่อนหน้านี้ที่เปาโลได้กล่าวเน้นถึงสภาพบาปของเรา การพิพากษาที่รอเราอยู่ และวิธีที่พระเจ้าทรงประทานความรอดผ่านทางพระคริสต์โดย “พระเมตตา” ของพระองค์  ไม่เพียงเท่านั้น เปาโลยังได้บรรยายถึงพระเมตตาของพระเจ้าในการรับเราเข้าเป็นบุตรบุญธรรมในครอบครัวของพระองค์และประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์แก่เรา ผู้ทรงเป็นความมั่นใจของเราในวันแห่งสง่าราศี ที่เราจะรับเกียรติในอนาคต รวมทั้งพระพรมากมายมหาศาลอันเป็นผลมาจากพระเมตตาของพระเจ้า!

นี่คือจุดความเชื่อคริสเตียนตามพระคัมภีร์ที่แตกต่างจากศาสนาอื่นๆ  ศาสนาต่างๆ ในโลกพยายามที่จะทำให้พระเจ้าของพวกเขาพอพระทัยเพื่อที่จะได้รับพระเมตตา ในทางตรงกันข้าม เรามุ่งมั่นที่จะทำให้พระเจ้าพอพระทัยเพราะเราได้รับพระเมตตาแล้ว กล่าวอีกนัยหนึ่ง พวกเขาทำงานเพื่อรับพระเมตตา แต่เราทำงานเพราะรับพระเมตตาแล้ว!

การเสียสละบนไม้กางเขนที่พระเจ้าทรงเมตตาได้ประทานแก่จิตใจของเราแล้ว ทำให้เราปรารถนาที่จะดำเนินชีวิตที่ทำให้พระเจ้าพอพระทัย นั่นเป็นเหตุผลที่เปาโลใช้ความเมตตาเป็นแรงจูงใจในการวิงวอนผู้เชื่อ—โปรดสังเกตว่าเขาไม่ได้สั่ง—แต่เขาพูดว่า “พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าจึงวิงวอนท่านทั้งหลาย” คำว่า “วิงวอน” หมายถึงการเข้ามาให้กำลังใจหรือตักเตือน เขาขอวิงวอนผู้เชื่อ—ทั้งชาย (“พี่น้อง”) และหญิง (“พี่น้อง”) เพราะมันใช้ได้กับทุกคน: “จงถวายร่างกายของท่านเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตอัน บริสุทธิ์และเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า”

ตรงกันข้ามกับความคิดที่ว่าร่างกายเนื้อหนังเป็นสิ่งชั่วร้ายและมีเพียงจิตวิญญาณเท่านั้นที่ดี พระคัมภีร์กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่าร่างกายสามารถใช้เพื่อความดีหรือความชั่วได้ หากเราไม่สามารถใช้ร่างกายเพื่อความดีได้เลย การเรียกร้องให้ถวายร่างกายของเราเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตอยู่ บริสุทธิ์และเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า ก็จะเป็นคำสั่งที่ไร้ประโยชน์!

ดังนั้น คำร้องขอจึงชัดเจน ทุกส่วนของร่างกายของเรา: ตา หู ลิ้น มือ เท้า ควรถูกถวายแด่พระเจ้าอย่างต่อเนื่อง นั่นคือความหมายของคำว่า “เครื่องบูชาที่มีชีวิต” ตราบใดที่เรายังมีชีวิตอยู่ เราควรถวายร่างกายของเราแด่พระองค์อย่างบริสุทธิ์ มีเพียงเครื่องบูชาเช่นนี้เท่านั้นที่พระเจ้าทรงพอพระทัย!

แม้แต่ในพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิม พระเจ้าก็ไม่พอพระทัยเมื่อผู้คนนำสัตว์ที่มีตำหนิมาถวายบูชา ดังที่เห็นในมาลาคี 1:8 ว่า “เมื่อเจ้าถวายสัตว์ตาบอดเป็นเครื่องบูชา นั่นไม่ผิดหรือ? เมื่อเจ้าถวายสัตว์พิการหรือสัตว์ป่วย นั่นไม่ผิดหรือ? ลองถวายแก่ผู้ว่าการของเจ้าดูสิ เขาจะพอใจเจ้าไหม? เขาจะยอมรับเจ้าหรือ?”, ถ้าพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพทรงตรัสเช่นนั้น ในพันธสัญญาเดิม พระเจ้าจะลดมาตรฐานของพระองค์ลงในพันธสัญญาใหม่หรือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่พระบุตรของพระองค์เสด็จมาเพื่อสละพระองค์เองบนไม้กางเขน? แน่นอนว่าไม่! นั่นคือเหตุผลที่เปาโลกล่าวว่าเราต้องถวายร่างกายของเราในลักษณะที่ “เป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า”

“ซึ่งเป็น” เปาโลกล่าว “การนมัสการที่แท้จริงและถูกต้อง”  สิ่งที่เปาโลกล่าวคือเรียบง่าย: ด้วยแสงแห่งพระเมตตาของพระเจ้า การถวายร่างกายของเราเป็นวิธีที่สมเหตุสมผล หรือเป็นวิธีที่ถูกต้องและเหมาะสมในการตอบสนองต่อพระองค์สำหรับการนมัสการ  ดังนั้น ตามที่เปาโลกล่าว การนมัสการไม่ได้จำกัดอยู่เพียงไม่กี่ชั่วโมงของเช้าวันอาทิตย์เท่านั้น แต่เป็นการถวายทุกส่วนของร่างกายของเราแด่พระองค์ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์! นี่แหละคือการนมัสการที่แท้จริง!

นั่นหมายความว่าไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน เราถูกเรียกให้ถวายทุกส่วนของร่างกายแด่พระเจ้าด้วยการอุทิศตัวอย่างเต็มที่ ตัวอย่างเช่น สถานที่ทำงานที่เราใช้เวลาอยู่นานค่อนวันก็กลายเป็นสถานที่นมัสการ – เป็นเช่นนั้นได้อย่างไร? เอเฟซัส 6:7-8 กล่าวว่า “7 จงรับใช้ด้วยใจจริง เหมือนกับว่าท่านกำลังรับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่ใช่รับใช้มนุษย์ 8 เพราะท่านรู้ว่าอยู่แล้วว่าผู้ใดกระทำความดีประการใด ผู้นั้นก็จะได้รับบำเหน็จอย่างนั้นจากองค์พระผู้เป็นเจ้า” เมื่อเราตระหนักว่าเจ้านายใหญ่ของเราคือพระเยซูคริสต์ เราจะพยายามอย่างเต็มที่ให้ดีที่สุด และจะไม่ยอมเป็นเหยื่อรับผลกระทบจากเจ้านายที่เป็นมนุษย์ที่ไม่ยอมรับเรา!  พระคริสต์จะทรงตอบแทนเราอย่างเหมาะสม—เมื่อเรายืนอยู่ต่อหน้าพระองค์ เราควรทราบว่าพระองค์ทรงเฝ้าดูอยู่เสมอ และเราควรตั้งเป้าหมายที่จะถวายสิ่งที่ดีที่สุดแด่พระองค์เสมอ นั่นคือการนมัสการพระองค์ในที่ทำงาน!

ชีวิตทั้งหมดของเราคือการนมัสการ  จากข้อพระธรรมที่เราคุ้นเคยคือ 1 โครินธ์ 10:31 บอกอย่างชัดเจนว่า: “ฉะนั้นไม่ว่าท่านจะกินหรือดื่มหรือทำสิ่งใด จงทำทุกอย่างเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า” นี่หมายความว่าทุกส่วนของร่างกายของเราจะต้องแสดงออกในลักษณะที่ทำให้พระเจ้าพอพระทัยตลอดเวลา เราไม่สามารถปล่อยตัวตามใจอวัยวะในร่างกายของเราไปกับความสุขที่ผิดบาป และในขณะเดียวกันก็คิดว่าพระเจ้าจะทรงพอพระทัยกับการนมัสการของเราได้

กล่าวอีกนัยหนึ่ง เราไม่สามารถอ้างว่าเราได้นมัสการอย่างแท้จริงและถูกต้องเหมาะสม หากเรา:

  • ใช้ดวงตาของเรามองสิ่งที่เป็นบาป [ไม่ว่าจะเป็นรูปกายหรือวัตถุสิ่งของ]
  • ใช้ลิ้นของเรานินทา โกหก พูดจาเสียดสี หรือพูดจาทำร้ายผู้อื่น
  • ใช้หูของเราฟังคำพูดที่เป็นบาป [เช่น การนินทา]
  • ใช้มือของเราเพื่อ:
    • หาเงินจากวิธีที่เป็นบาป
    • ทำร้ายผู้อื่นทางร่างกาย
    • ทำร้ายผู้อื่นผ่านทางการเขียน (รวมถึงอีเมลและโซเชียลมีเดีย)
    • มีส่วนร่วมในบาปทางเพศ
  • ใช้เท้าของเราไปในสถานที่ต้องห้าม
  • ใช้ท้องของเรายอมจำนนต่อความตะกละ
  • ใช้ความคิดของเราเพื่อความคิดชั่วร้าย

การนมัสการที่มาจากร่างกายที่แปดเปื้อนเป็นการนมัสการที่ไม่เป็นที่ยอมรับ จำมาลาคี 1:8 ได้ไหม? การนมัสการที่ทำให้พระเจ้าพอพระทัยคือการนมัสการที่มาจากร่างกายที่บริสุทธิ์ ทุกส่วนของร่างกายของเรามีไว้เพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้าและเป็นพระพรแก่ผู้อื่น  อันตรายคือ เรามักคิดว่าไม่เป็นไรหากส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายยอมจำนนต่อบาปบ้าง ตราบใดที่เราใช้ร่างกายส่วนใหญ่ทำสิ่งที่ถูกต้อง ความคิดที่ว่า “ที่จริงแล้วมันก็แค่ลิ้นหรือดวงตาของฉัน และก็แค่ไม่กี่นาทีเท่านั้น” เป็นความคิดที่โง่เขลามาก พระบัญชาคือให้เราถวายร่างกายทั้งหมดของเรา ไม่ใช่แค่เพียงบางส่วน – ให้ถวายในทุกเวลา ในฐานะเครื่องบูชาที่มีชีวิต!

ใช่แล้ว การถวายตัวเราทั้งหมดแด่พระเจ้าตลอดเวลา ย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย—คำว่า “เสียสละ” นั้นหมายถึงราคา! ดังนั้น เรามาถามตัวเองด้วยคำถามสำคัญๆ กัน: ปกติแล้วเราจะตอบสนองอย่างไรเมื่อการเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้ามีราคาที่เราต้องจ่าย? เราจะก้าวไปข้างหน้าหรือถอยหลัง? และถ้าเรามีแนวโน้มที่จะถอยหลัง เราจำเป็นต้องพิจารณาประเด็นเหล่านี้: (ก) การถอยหลังจากการถวายตัวเราทั้งหมดแด่พระองค์เพราะราคาที่เราอาจต้องจ่ายนั้นถูกต้องหรือไม่ เมื่อเทียบกับราคาที่พระเยซูทรงจ่ายเพื่อบาปของเรา? (ข) การเสียสละของพระองค์ไม่ควรเป็นแรงผลักดันให้เราทุ่มเททุกอย่างเพื่อพระองค์หรือ?

ขอให้เราไตร่ตรองถ้อยคำเหล่านี้จาก 2 โครินธ์ 5:15 อยู่เสมอ “และพระองค์ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อคนทั้งปวง เพื่อว่าผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่จะไม่ดำเนินชีวิตเพื่อตนเองอีกต่อไป แต่เพื่อพระองค์ผู้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเขาและทรงฟื้นขึ้นจากความตาย” ในฐานะผู้ที่ได้รับการไถ่ด้วยพระโลหิตของพระคริสต์ จึงเหมาะสมแล้วที่เราจะดำเนินชีวิตเพื่อพระองค์ผู้ทรงไถ่เราโดยการสละทุกสิ่งทุกอย่างของพระองค์บนไม้กางเขนนั้น เราเป็นของพระองค์ ไม่ใช่ของเราเอง เราได้ลิ้มรสพระเมตตาของพระองค์แล้ว และพระเมตตาของพระองค์ควรเป็นแรงผลักดันให้เราเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิต บริสุทธิ์ และเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าทุกวัน เมื่อเรารู้สึกหมดหนทางที่จะเอาชนะการล่อลวง ขอให้เราไตร่ตรองถึงพระเมตตาของพระองค์ที่ไหลล้นมาจากไม้กางเขน นั่นจะช่วยให้เราปฏิเสธการล่อลวงและตอบรับการทรงเรียกให้เป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตโดยการถวายทั้งร่างกายและจิตใจของเรา

ศิษยาภิบาลท่านหนึ่งได้ยกตัวอย่างที่น่าประทับใจที่สุดเกี่ยวกับความจำเป็นที่จะต้องทุ่มเท “ทั้งหมด” อย่างสุดตัว ท่านกล่าวว่า

“สมมุติว่าคุณมีที่ดินหนึ่งพันไร่ และมีคนมาเสนอซื้อฟาร์มของคุณ คุณตกลงที่จะขายที่ดิน ยกเว้นที่ดินหนึ่งไร่ตรงกลาง โดยมีข้อตกลงเรื่องสิทธิ์ในการใช้ทางผ่านร่วม  คุณรู้หรือไม่” ท่านกล่าวต่อ “ว่ากฎหมายอนุญาตให้คุณเข้าถึงที่ดินผืนเล็กๆ นั้นได้ คุณสามารถสร้างถนนตัดผ่านที่ดินส่วนอื่นทั้งหมดเพื่อไปยังที่ดินผืนเล็กๆ นั้นได้

และเช่นเดียวกันกับคริสเตียนที่มอบถวายแด่พระเจ้าไม่ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ คุณมั่นใจได้เลยว่ามารจะแทรกซึมเข้ามาในชีวิตของคนๆ นั้นเพื่อเข้าถึงส่วนที่ยังไม่ได้มอบถวาย และผลที่ตามมาคือ คำพยานและการรับใช้ของเขาจะมัวหมองและมีอิทธิพลต่อผู้อื่นน้อยมาก”

จากนั้นท่านก็กล่าวต่อไปว่า

“คริสเตียนเอ๋ย พระเจ้าทรงครอบครองร่างกายของคุณอยู่หรือเปล่า? คุณเคยถวายร่างกายของคุณแด่พระองค์ด้วยเจตจำนงที่แน่วแน่ เพื่อให้พระองค์ทรงควบคุม ทรงใช้ และเพื่อพระสิริของพระองค์หรือไม่? ถ้ายังไม่เคย ลองทำเช่นนั้นดูสิ? เพียงแค่พูดว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ได้ถวายจิตใจของข้าพระองค์แด่พระองค์แล้ว แต่บัดนี้ นี่คือร่างกายของข้าพระองค์! โปรดช่วยข้าพระองค์ให้รักษาร่างกายนี้ให้สะอาดบริสุทธิ์และปราศจากมลทิน โปรดใช้ข้าพระองค์เพื่อพระสิริของพระองค์ในทุกวิถีทางที่พระองค์ทรงเห็นสมควร ข้าพระองค์เป็นของพระองค์และพร้อมที่จะรับพระบัญชา!”

ไม่เคยสายเกินไป คุณสามารถเริ่มต้นได้แม้กระทั่งตอนนี้ ไม่มีอันตรายใดๆ มีแต่พระพรนิรันดร์เมื่อเรายอมจำนนต่อพระเจ้าอย่างเต็มที่! มาเซ็นชื่อบนกระดาษเปล่าแผ่นนั้นแล้วมอบให้พระเจ้า ให้พระองค์ทรงเติมเต็มตามที่พระองค์ทรงเห็นสมควร! นั่นคือการถวายตัวที่แท้จริง นั่นคือชีวิตแห่งการยอมจำนนอย่างไม่มีเงื่อนไขต่อพระองค์ผู้ทรงเมตตาและทรงกระทำสิ่งมากมายเพื่อเรา!

Category

Leave a Comment