ผู้เป็นสุขหรือผู้ได้รับพระพร – บุคคลผู้ใดสร้างสันติ ผู้นั้นเป็นสุข
(English Version: Blessed Are The Peacemakers)
นี่เป็นบทความที่ 8 ในชุดซีรี่ย์บทความเกี่ยวกับผู้เป็นสุข – ที่มาจากพระธรรมมัทธิว 5:3-12 ซึ่งพระเยซูเจ้า ทรงอธิบายถึงทัศนคติ 8 ประการที่ควรมีในชีวิตของผู้เชื่อทุกคนที่อ้างตัวว่าเป็นผู้ติดตามพระองค์ ในโพสต์นี้เราจะพิจารณาถึงทัศนคติที่เจ็ดที่อธิบายไว้ในมัทธิว 5:9 ว่า “บุคคลผู้ใดสร้างสันติ ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าจะได้เรียกเขาว่าเป็นบุตรของพระเจ้า”
*************************
การหาสันติสุขในโลกที่เต็มไปด้วยความรุนแรงและสงครามมากมายนี้ ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่ง
ประเทศต่างๆ ทำสงครามกัน ชุมชนต่างๆ ทำสงครามกัน คริสตจักรต่างๆ ทำสงครามกัน คู่สมรสทำสงครามกัน และพ่อแม่กับลูกๆ ก็ทำสงครามกัน สงคราม สงคราม และสงครามอีกมากมาย!
ถึงกระนั้น ท่ามกลางความวุ่นวายทั้งหมดนี้ พระเยซูทรงส่งลูกๆ ของพระองค์ออกไปสู่โลกนี้ในฐานะผู้สร้างสันติ ไม่ใช่เพียงแค่ผู้ที่รักสันติ ปรารถนาสันติ และหวังสันติ แต่เป็นผู้ที่สร้างสันติจริงๆ! ผู้ที่มีหนทางที่จะสร้างสันติ—สันติที่แท้จริงระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ และสันติระหว่างมนุษย์ด้วยกัน
คำว่า “ผู้สร้างสันติ” เป็นการรวมกันของสองคำ คือ สันติ และ ผู้สร้าง คำว่า “สันติ” หมายถึงมากกว่าการปราศจากความขัดแย้ง มันมีความหมายถึงความสมบูรณ์ ความเป็นอยู่ที่ดี และความรู้สึกได้รับการอวยพรจากพระเจ้า และคำว่า “ผู้สร้าง” เกี่ยวข้องกับแนวคิดของการสร้างหรือผลิตบางสิ่งบางอย่าง—ในบริบทนี้คือสันติสุข ดังนั้น เมื่อรวมกันแล้ว คำว่า “ผู้สร้างสันติ” จึงหมายถึงคริสเตียนที่ลงมือทำเพื่อนำสันติสุขมาสู่โลก
สันติสุขไม่สามารถแลกกับทุกอย่างได้
การพยายามเป็นผู้สร้างสันติไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องนำสันติมาให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการอย่างไรก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากต้องละเลยการเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้ายิ่งไม่ได้เด็ดขาด ลักษณะของผู้เป็นสุขข้อก่อนหน้านี้เรียกร้องให้เรามีจิตใจที่บริสุทธิ์ จิตใจที่วางพระเจ้าไว้เป็นศูนย์กลาง จิตใจที่พยายามเลียนแบบอย่างพระเจ้า และเนื่องจากพระเจ้าจะไม่ทรงนำความบริสุทธิ์มาแลกสันติสุข เราจึงต้องพยายามทำเช่นเดียวกัน เราไม่สามารถและไม่ควรพยายามมีสันติสุขที่ต้องเอาความบริสุทธิ์เข้าแลก ความบริสุทธิ์ย่อมสำคัญกว่าสันติสุขเสมอ!
ยิ่งไปกว่านั้น การเป็นผู้สร้างสันติสุขไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีความขัดแย้งในชีวิตของเรา หรือว่าทุกคนจะชอบเรา และไม่ได้หมายความว่าเราจะมองข้ามปัญหาไปโดยไม่แก้ไข อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสิ่งต่างๆ อาจดูซับซ้อน เราก็ยังถูกส่งออกไปในโลกที่ไม่สมบูรณ์แบบนี้เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทนของพระเจ้าในการนำสันติสุขมาสู่โลก
พระเยซูตรัสว่า คนเหล่านี้ ผู้สร้างสันติ จะเป็นผู้ที่ถูกเรียกว่าเป็น “บุตรของพระเจ้า” แน่นอน พระเยซูไม่ได้ตรัสว่า การเป็นผู้สร้างสันติจะทำให้เราเป็นบุตรของพระเจ้าได้ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว ก็ไม่มีใครเป็นบุตรของพระเจ้าได้เลย เพราะเราทุกคนต่างก็ผิดพลาดในการปฏิบัติตามพระบัญญัติของพระเจ้าอยู่บ้างเป็นครั้งคราว
คำสอนเรื่องลักษณะของผู้เป็นสุขไม่ได้อธิบายว่าเราต้องทำอะไรเพื่อที่จะเป็นบุตรของพระเจ้า แต่เป็นการอธิบายแบบอย่างและการดำเนินชีวิตของผู้ที่เป็นบุตรของพระเจ้าอยู่แล้ว คุณจะเห็นว่า เราเป็นบุตรของพระเจ้าได้โดยความเชื่อในพระเยซู ยอห์น 1:12 กล่าวว่า “แต่สำหรับทุกคนที่รับพระองค์ [คือพระเยซู] และเชื่อในพระนามของพระองค์ พระองค์ทรงประทานสิทธิให้เขาเป็นบุตรของพระเจ้า” การเป็นบุตรของพระเจ้าเกี่ยวข้องกับความเชื่อในพระเยซูเพียงอย่างเดียวเท่านั้น อย่างไรก็ตาม การดำเนินชีวิตตามการทรงเรียกให้เป็นผู้สร้างสันติ พิสูจน์ให้เห็นว่าความเชื่อในพระเยซูของเขานั้นเป็นของแท้ แสดงว่าบุคคลนั้นเป็นบุตรของพระเจ้าจริงๆ เป็นผู้ที่ได้รับพร ผู้ที่พระเจ้าทรงโปรดปรานและทรงยอมรับ
คำถามที่ตามมาก็คือ แล้วลักษณะของผู้สร้างสันติที่พิสูจน์ว่าความเชื่อของเขานั้นเป็นของแท้มีอะไรบ้าง? ผมคิดว่ามี 8 ประการ
8 ลักษณะของผู้สร้างสันติ
ลักษณะ # 1. ผู้สร้างสันติมีสันติกับพระเจ้า
รากฐานของสันติทั้งหมดคือการมีสันติกับพระเจ้าก่อน และหนทางเดียวที่จะมีสันติกับพระเจ้าผู้บริสุทธิ์นี้ได้คือผ่านทางพระบุตรของพระองค์ องค์พระผู้เป็นเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอด พระเยซูคริสต์เท่านั้น ในโรม 5:1 ชัดเจนว่า: “ฉะนั้น ในเมื่อเราทั้งหลายได้รับการชำระให้ชอบธรรมแล้วโดยความเชื่อ เราจึงมีสันติสุขกับพระเจ้าโดยทางพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา” พระโลหิตของพระเยซูสามารถชำระล้างบาปทั้งหมดของเราได้ เนื่องจากพระเยซูทรงเป็นหนทางที่พระเจ้าทรงแต่งตั้งให้เราได้มีสัมพันธ์กับพระเจ้าผู้บริสุทธิ์ เราจึงต้องเริ่มต้นจากตรงนั้น
ลักษณะ # 2. ผู้สร้างสันติจะได้รับสันติสุขที่พระเยซูทรงมอบให้
ในคืนที่พระองค์ถูกทรยศ พระเยซูตรัสกับเหล่าสาวกในยอห์น 14:27 ว่า “เรามอบสันติสุขไว้กับท่าน สันติสุขของเรานั้น เราให้แก่ท่าน ไม่เหมือนกับที่โลกให้ อย่าให้ใจของท่านเป็นทุกข์ และอย่ากลัวเลย” ท่ามกลางความสิ้นหวัง พระเยซูทรงมอบสันติสุขให้แก่เหล่าสาวกของพระองค์ สันติสุขเดียวกันนี้ก็มอบให้แก่เราเช่นกัน ไม่ว่าเราจะเผชิญกับอะไรในชีวิต ตราบใดที่เรายังมองไปที่พระเยซู เราก็สามารถสัมผัสถึงสันติสุขที่พระเยซูทรงมอบให้ได้เช่นกัน
ลักษณะ # 3. ผู้สร้างสันติบอกอย่างซื่อสัตย์แก่ผู้อื่นที่ยังไม่มีสันติกับพระเจ้าว่าสันตินั้นมีให้พวกเขาด้วย
ผู้สร้างสันติปรารถนาให้ผู้อื่นมีสันติเช่นเดียวกับที่พวกเขามีผ่านทางพระคริสต์—สันติที่มาจากการที่บาปของพวกเขาได้รับการชำระล้างด้วยพระโลหิตของพระเยซู ดังนั้นพวกเขาจึงแบ่งปันข่าวประเสริฐของพระเยซูกับผู้อื่น พวกเขายึดถืออิสยาห์ 52:7 อย่างจริงจัง “เท้าของผู้ประกาศข่าวประเสริฐมา ก็งามสักเท่าใดที่บนภูเขา” พวกเขาพยายามนำคำพูดของเปาโลใน 2 โครินธ์ 5:20 ไปปฏิบัติเมื่อพวกเขาพบเจอผู้ที่อยู่ห่างไกลจากพระเยซู “ฉะนั้นเราจึงเป็นราชทูตของพระคริสต์ โดยที่พระเจ้าทรงขอร้องท่านทั้งหลายทางเรา เราผู้แทนของพระคริสต์จึงขอร้องท่านให้คืนดีกันกับพระเจ้า”
ลักษณะ # 4. ผู้สร้างสันติพยายามที่จะอยู่ร่วมกับทุกคนอย่างสันติ
พระคัมภีร์เรียกร้องให้คริสเตียนทุกคน ผู้ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็นผู้สร้างสันติแสวงหาสันติสุขกับผู้อื่นอยู่เสมอ พระเยซูทรงบัญชาเราในมัทธิว 5:23-24 ว่า “23เหตุฉะนั้น ถ้าท่านนำเครื่องบูชามาถึงแท่นบูชาแล้ว และระลึกขึ้นได้ว่า พี่น้องมีเหตุขัดเคืองข้อหนึ่งข้อใดกับท่าน 24 จงวางเครื่องบูชาไว้ที่หน้าแท่นบูชา กลับไปคืนดีกับพี่น้องผู้นั้นเสียก่อน แล้วจึงค่อยมาถวายเครื่องบูชาของท่าน”, เปาโลบอกเราในโรม 14:19 ว่า “ฉะนั้นให้เราพยายามทำสิ่งที่นำไปสู่สันติสุขและการเสริมสร้างซึ่งกันและกัน”, ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูได้ย้ำให้เรา “พยายามอย่างเต็มที่ที่จะอยู่ร่วมกับทุกคนอย่างสันติ” จากข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ เป็นที่ชัดเจนว่าการแสวงหาสันติสุขไม่ใช่ทางเลือก
ลักษณะ # 5. ผู้สร้างสันติแสวงหาสันติ แม้จะรู้ว่าความสัมพันธ์จะไม่ราบรื่นเสมอไป
มาเผชิญหน้ากับความจริงกันเถอะ แม้แต่พระเยซู ผู้ทรงเป็นผู้สร้างสันติที่สมบูรณ์แบบ ก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่สงบสุขกับทุกคน เหล่าอัครสาวกก็เช่นกัน! และก็เช่นเดียวกับเรา คุณเห็นไหม การยึดมั่นในพระกิตติคุณมักนำมาซึ่งความขัดแย้ง พระเยซูเองตรัสว่า “พระองค์ไม่ได้นำสันติสุขมา แต่นำดาบมา” และ “ศัตรูของเขาจะเป็นคนในครัวเรือนของเขาเอง” [มัทธิว 10:43-36]
นั่นเป็นเหตุผลที่อัครสาวกเปาโลเขียนไว้ด้วยถ้อยคำที่หลักแหลมในโรม 12:18 ว่า “ถ้าเป็นไปได้ จงอยู่ร่วมกันอย่างสันติกับทุกคน” สำหรับเรา เราควรพยายามอย่างเต็มที่เพื่อแสวงหาสันติภาพกับผู้อื่น เราควรทุ่มเทอย่างเต็มที่ในการแสวงหาสันติภาพ แม้ว่าเราจะพบเจอกับบางคนที่มักหาเรื่องทะเลาะวิวาท เพราะพวกเขาไม่ใช่คนรักสันติก็ตาม
ลักษณะ # 6. ผู้สร้างสันติมักพยายามนำสันติมาระหว่างคนอื่นเสมอ
กล่าวอีกนัยหนึ่ง คริสเตียนต้องใส่ใจมากพอที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อสร้างสันติระหว่างผู้คน ใช่แล้ว การสนับสนุนให้ผู้คนอยู่ร่วมกันอย่างสันติมีความเสี่ยงอย่างมาก เราอาจถูกเข้าใจผิด ถูกใส่ร้าย และแม้กระทั่งสูญเสียมิตรภาพ แต่ในฐานะผู้สร้างสันติ เราต้องพยายามอย่างต่อเนื่องที่จะให้เกิดสันติระหว่างผู้คนรอบข้าง อัครทูตเปาโลก็เป็นคนเช่นนั้น
ตัวอย่างหนึ่งคือในฟีลิปปี 4:2 ที่ท่านพยายามนำสันติสุขมาสู่หญิงสองคน “ข้าพเจ้าขอวิงวอนนางยูโอเดียและนางสินทิเคให้มีใจปรองดองกันในพระเจ้า” อีกตัวอย่างหนึ่งคือความพยายามของท่านที่จะนำสันติมาสู่ฟีเลโมนและโอเนสิมัสทาสของเขา ก่อนที่จะเป็นผู้เชื่อ โอเนสิมัสหนีจากฟีเลโมน [น่าจะเป็นหลังจากขโมยของจากเขาด้วย] ด้วยเหตุนี้ เปาโลจึงเสนอที่จะจ่ายหนี้สินใดๆ ที่โอเนสิมัสอาจเป็นหนี้ฟีเลโมน “17ฉะนั้นหากท่านถือว่าข้าพเจ้าเป็นหุ้นส่วน ก็ขอให้ต้อนรับเขาเหมือนที่ท่านจะต้อนรับข้าพเจ้า 18หากเขาทำผิดหรือติดค้างเป็นหนี้อะไรท่านก็จงมาเรียกคืนเอาจากข้าพเจ้า” [ฟีเลโมน 1:17-18] นั่นแสดงให้เห็นถึงความเต็มใจของเขาในการพยายามนำสันติสุขมาสู่คนรอบข้าง!
ลักษณะ # 7. ผู้สร้างสันติยินดีที่จะจ่ายราคาเพื่อส่งเสริมสันตินั้น
สันติภาพมีราคาเสมอ พระบิดาและพระบุตรของพระองค์ทรงย่อมจ่ายและเสียสละเพื่อคืนดีกับเรา เพื่อที่เราจะไม่ทำสงครามกับพระเจ้าอีกต่อไป พระบุตรทรงสละพระชนม์ชีพเพื่อซื้อสันติภาพนั้นให้แก่เรา อัครสาวกในยุคแรกก็เสียสละเช่นกันเพื่อนำข่าวดีเรื่องสันติภาพไปสู่โลก (ในบางกรณีถึงกับเสียชีวิต)
เช่นเดียวกัน จะมีบางครั้งที่เราต้องเสียสละบางสิ่งบางอย่างเมื่อเราพยายามส่งเสริมสันติภาพ นั่นเป็นเหตุผลที่พระเยซูจะกล่าวถึงพระพรของผู้เป็นสุขในข้อถัดไป [มัทธิว 5:10-12] ตรัสถึงความทุกข์ที่จะเกิดขึ้นเมื่อเราดำเนินชีวิตตามพระพรของผู้เป็นสุข ไม่ว่าเราจะพูดอย่างนุ่มนวลเพียงใด ความจริงก็เจ็บปวด และคนหยิ่งยโสไม่ชอบที่จะได้ยินว่าตนเองผิด ปฏิกิริยาเชิงลบนี้ไม่ได้มาจากผู้ที่ไม่เชื่อเท่านั้น แม้แต่ผู้ที่ประกาศตนว่าเป็นผู้เชื่อก็อาจแสดงอารมณ์ฉุนเฉียวในบ้าน ที่คริสตจักร หรือแม้แต่ที่ทำงาน อย่างไรก็ตาม เราก็ยังไม่สามารถหลีกเลี่ยงการส่งเสริมสันติภาพเพราะกลัวราคาที่จะจ่ายได้ พระเจ้าทรงบัญชาให้เราส่งเสริมสันติภาพ และเราต้องเชื่อฟัง
ลักษณะ # 8. ผู้สร้างสันติจะไม่เป็นสาเหตุของการสูญเสียสันติในความสัมพันธ์ใดๆ
แม้ว่าเราถูกเรียกให้เป็นผู้สร้างสันติ แต่เรามักจะกระทำในลักษณะที่อาจถูกเรียกว่าผู้ทำลายสันติ! ทัศนคติ คำพูด และการกระทำของเราที่ขาดการสร้างสันติ มันบ่งบอกถึงการที่เรายืนกรานในวิถีทางของเราที่ตรงข้ามกับสันติ เราต้องการที่จะได้รับการพิสูจน์ว่าถูกต้องเสมอ หากมีใครชี้ให้เห็นความผิดพลาดของเรา ก็จะรับผลกระทบอย่างรุนแรง สิ่งนี้พบเห็นได้ในความสัมพันธ์ในชีวิตสมรส ความสัมพันธ์กับพ่อแม่ ความสัมพันธ์กับผู้เชื่อคนอื่นๆ และแม้แต่ผู้คนในที่ทำงานของเรา เรามักจะใช้คำพูดที่รุนแรง แสดงความโกรธเคือง – แม้แต่ในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ การขาดความอดทนและการขาดจิตใจที่ให้อภัยดูเหมือนจะเป็นลักษณะเฉพาะตัวของเราอยู่เป็นประจำ
ที่ใดที่ความเย่อหยิ่งครอบงำ ที่นั่นก็จะมีแต่การสูญเสียสันติสุข เราไม่สามารถเป็นผู้สร้างสันติได้หากเราใช้ชีวิตเหมือนผู้ทำลายสันติ! ด้วยเหตุนี้ ยากอบจึงสอนเราให้แสวงหาปัญญาจากพระเจ้าว่า “16เพราะที่ใดมีความอิจฉาและความทะเยอทะยานอย่างเห็นแก่ตัว ที่นั่นก็วุ่นวายและมีการกระทำที่ชั่วร้ายทุกชนิด 17แต่สติปัญญาจากสวรรค์ประการแรกนั้นคือบริสุทธิ์ จากนั้นคือรักสันติ เห็นอกเห็นใจ ยอมเชื่อฟัง เต็มด้วยความเมตตาและผลดี ไม่ลำเอียงและจริงใจ 18ผู้สร้างสันติหว่านในสันติย่อมเก็บเกี่ยวผลแห่งความชอบธรรม” [ยากอบ 3:16-18]
การดำเนินชีวิตตามพระพรแห่งผู้เป็นสุขข้อนี้
เราจะดำเนินชีวิตตามการทรงเรียกของเราในฐานะผู้สร้างสันติได้อย่างไร? ทำได้โดยการพึ่งพาพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างต่อเนื่องเท่านั้น เราไม่สามารถดำเนินชีวิตเช่นนี้ได้ด้วยตนเอง นั่นเป็นเหตุผลที่พระเยซูไม่เพียงแต่ดำเนินชีวิตตามพระพรข้อนี้อย่างสมบูรณ์แบบเพื่อเราเท่านั้น แต่ยังประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้เราเพื่อช่วยเราดำเนินชีวิตเช่นนี้ด้วย กาลาเทีย 5:22 กล่าวว่า “แต่ผลของพระวิญญาณคือ ความรัก ความยินดีชื่นชมยินดี สันติสุข…” พลังของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทำงานในเราทำให้เราเป็นผู้สร้างสันติได้ และพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงทำงานผ่านพระคัมภีร์ ผ่านการอธิษฐาน ผ่านการสามัคคีธรรม และผ่านสถานการณ์ชีวิต [โดยเฉพาะการทดลอง] เพื่อสร้างทัศนคติเช่นนี้ในตัวเรา
ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องมั่นใจว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสถิตอยู่ภายในเรา และหนทางเดียวที่เราจะให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสถิตอยู่ภายในเราได้ก็คือ การวางใจในพระคริสต์แต่เพียงผู้เดียวเพื่อการอภัยบาป กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความต้องการพื้นฐานก็คือ เราต้องมีสันติกับพระเจ้าก่อน (ดูคุณลักษณะ # 1) จากนั้นและเฉพาะเมื่อนั้นเท่านั้น พระวิญญาณบริสุทธิ์จึงจะสามารถสร้างสันติสุขอันแสนวิเศษนี้ขึ้นมาในและผ่านชีวิตของเราได้
พระคัมภีร์เรียกร้องให้เรามีความสุภาพอ่อนน้อม ให้อภัย อดทนอยู่เสมอ และไม่เอาแต่ใจตัวเอง เราต้องเต็มใจที่จะมองข้ามคำดูถูกและการปฏิเสธ และสร้าง/ส่งเสริมสันติสุขให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ – เหมือนอย่างที่พระเยซูทรงทำ! เราต้อง “สวมใส่ความเห็นอกเห็นใจ ความกรุณา ความอ่อนน้อมถ่อมตน ความอ่อนโยน และความอดทน” เราต้อง “อดทนต่อกันและกัน และให้อภัยซึ่งกันและกัน” เราต้อง “ให้อภัยเหมือนที่พระเจ้าทรงให้อภัย” เราต้อง “สวมใส่ความรัก” อยู่เสมอ และ “ให้สันติสุขของพระคริสต์ครอบครองอยู่ในใจของเรา เพราะในฐานะที่เป็นสมาชิกของร่างกายเดียวกัน เราจึงถูกเรียกให้มีสันติสุข” และสุดท้าย เราต้อง “ขอบพระคุณ” อยู่เสมอ [โคโลสี 3:12-17]!
เมื่อเราดำเนินชีวิตเช่นนี้ เราก็จะดำเนินชีวิตตามการทรงเรียกของเราในฐานะผู้สร้างสันติได้ โดยพระคุณของพระองค์และโดยอำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์!
ผู้สร้างสันติย่อมได้รับพร เพราะเขาจะถูกเรียกว่าเป็นบุตรของพระเจ้า!
