ชีวิตที่เปลี่ยนแปลง – ตอนที่ 2 – ถวายจิตใจของเราแด่พระคริสต์
(English Version: Offering Our Minds To Christ)
หลังจากที่เปาโลเรียกร้องให้ผู้เชื่อถวายร่างกายของตนเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิต อันเป็นผลมาจากการได้รับพระเมตตาของพระเจ้าในโรม 12:1 [ดูที่นี่] แล้ว เปาโลก็สั่งให้พวกเขาถวายจิตใจของตนด้วยในโรม 12:2 ว่า “อย่าทำตามอย่างชาวโลกนี้ แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจเสียใหม่ เพื่อท่านจะได้ทราบพระประสงค์ของพระเจ้าว่าอะไรดี อะไรเป็นที่ชอบพระทัย และอะไรดียอดเยี่ยม”
หากจิตใจไม่ยอมจำนนต่อพระเจ้า ร่างกายซึ่งทำตามที่จิตใจปรารถนาจะทำนั้น ก็ไม่สามารถถวายเป็นเครื่องบูชาอันบริสุทธิ์และน่าพอใจแด่พระเจ้าได้! นั่นเป็นเหตุผลที่เปาโลเรียกร้องให้ผู้เชื่อถวายจิตใจของตนแด่พระคริสต์หากพวกเขาแสวงหาการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง ในวงการแพทย์ มีคำกล่าวว่า “คุณกินอะไร คุณก็เป็นอย่างนั้น” ในทำนองเดียวกัน ในโลกฝ่ายวิญญาณ พระคัมภีร์กล่าวว่า “คุณคิดอย่างไร คุณก็เป็นอย่างนั้น” ดังนั้น เปาโลจึงกล่าวถึงจิตใจ ซึ่งเป็นแหล่งที่มาของความคิดทั้งหมดของเรา และกล่าวว่าจำเป็นต้องมีการฟื้นฟูจิตใจอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ร่างกายจะสามารถถวายเป็นเครื่องบูชาที่พอพระทัยได้
โดยสรุปแล้ว ข้อพระคัมภีร์นี้สามารถแบ่งออกเป็น 3 ส่วน: คือมี 2 คำสั่ง ตามด้วยผลที่ตามมาจากการปฏิบัติตามคำสั่งเหล่านั้น คำสั่ง # 1 เน้นในด้านลบ “อย่าทำตามอย่างชาวโลกนี้” ซึ่งเน้นที่ “สิ่งที่เราไม่ควรทำ” คำสั่ง # 2 เน้นด้านบวก “แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจเสียใหม่” ซึ่งเน้นที่ “สิ่งที่เราควรทำ” และสุดท้าย ผลที่ตามมาจากการปฏิบัติตามคำสั่งทั้งสองนี้คือ “เพื่อท่านจะได้ทราบพระประสงค์ของพระเจ้าว่าอะไรดี อะไรเป็นที่ชอบพระทัย และอะไรดียอดเยี่ยม” เรามาพิจารณาแต่ละส่วนอย่างละเอียดกัน
คำสั่ง # 1 “อย่าทำตามอย่างชาวโลกนี้”
คำว่า “ตามอย่าง” มาจากคำที่ใช้บรรยายสิ่งที่เป็นไปตามแบบแผนหรือแม่พิมพ์ คล้ายกับคุกกี้ เมื่อเทลงในถาดที่มีรูปทรงต่างๆ กัน คุกกี้ก็จะออกมาเป็นรูปทรงเดียวกับแบบที่เทลงไป ตัวแม่พิมพ์หรือในถาดคุกกี้ควบคุมรูปทรงของผลิตภัณฑ์ ในทำนองเดียวกัน ถ้าเราปล่อยให้โลกควบคุมเรา เราก็จะใช้ชีวิตตามอย่างโลกบอกเรา—นั่นคือประเด็นของเปาโล
เจ.บี. ฟีลลิปส์ ได้เรียบเรียงประโยคใหม่ไว้ว่า “อย่าปล่อยให้โลกบีบคุณให้เข้ากับแม่พิมพ์ของมัน”
พระคัมภีร์อธิบายอย่างน้อย 4 เหตุผลว่าทำไมเราจึงไม่สามารถตามอย่างโลกได้
เหตุผล # 1. เราไม่สามารถตามอย่างโลกได้ เพราะโดยพื้นฐานแล้ว เราไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโลกนี้เนื่องจากการกลับใจของเรา
พระเยซูตรัสในคำอธิษฐานต่อพระบิดาในยอห์น 17:16 ว่า “พวกเขาไม่ใช่ของโลก เหมือนดังที่ข้าพระองค์ไม่ใช่ของโลก” ดังนั้น เราจึงต้องต่อต้านแรงกดดันที่จะให้เราปรับตัวให้เข้ากับโลกนี้ เพราะเราไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโลกนี้
เหตุผล # 2. เราไม่สามารถทำตามอย่างของโลกได้ เพราะ ซาตานเป็นพระเจ้าของโลกนี้
2 โครินธ์ 4:4 บรรยายถึงซาตานว่าเป็น “พระของยุคนี้” [หรือโลกนี้] พระเยซูทรงเรียกซาตานว่า “ผู้ครองโลกนี้” ในยอห์น 14:30 1 ยอห์น 5:19 ประกาศว่า “ชาวโลกทั้งสิ้นตกอยู่ใต้อำนาจของความชั่ว” ดังนั้น หากเราทำตามแบบอย่างของโลกนี้ เราก็กำลังใช้ชีวิตราวกับว่าเรายังอยู่ภายใต้การควบคุมของซาตาน และราวกับว่าเรายังไม่ได้รับการปลดปล่อยจากอำนาจของมัน
เหตุผล # 3. เราไม่สามารถทำตามแบบอย่างของโลกได้ เพราะ โลกนี้กำลังจะผ่านพ้นไป
1 ยอห์น 2:17 กล่าวว่า “โลกกับสิ่งยั่วยวนของโลกกำลังจะผ่านพ้นไป แต่ผู้ที่ประพฤติตามพระทัยของพระเจ้าก็ดำรงอยู่เป็นนิตย์” นั่นเป็นเหตุผลที่ยอห์นได้ให้คำสั่งไว้ก่อนหน้านี้ในข้อ 15 ว่า “อย่ารักโลกหรือสิ่งของในโลก ถ้าผู้ใดรักโลก ความรักต่อพระบิดาไม่ได้อยู่ในผู้นั้น” หากเราดำเนินชีวิตตามอย่างของโลก เราก็ไม่ได้รักพระบิดาอย่างแท้จริง นั่นหมายความว่าเราไม่ได้รับความรอดอย่างแท้จริง และเราจะพินาศไปพร้อมกับผู้คนในโลกนี้
เหตุผล # 4. เราไม่สามารถทำตามอย่างโลกได้ เพราะ จะทำให้เราเสียคำพยานที่ดี
พระเยซูทรงเรียกเราให้เป็นพยานของพระองค์ เพราะเราเป็น “แสงสว่างของโลก” [มัทธิว 5:14] ถ้าเราดำเนินชีวิตเหมือนโลก ก็จะไม่มีแสงสว่างให้ส่องออกไป และนั่นจะทำให้จุดประสงค์ที่พระเจ้าทรงวางเราไว้ท่ามกลางโลกที่มืดมิดนี้ล้มเหลว
ดังนั้น คุณจะเห็นได้จาก 4 เหตุผลข้างต้นว่าทำไมเปาโลจึงเน้นย้ำว่า ถ้าเราจะเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิต เราควรต่อต้านแรงกดดันที่จะทำตามอย่างโลกอย่างต่อเนื่อง แต่แค่นั้นยังไม่เพียงพอ เรายังต้อง “น้อมรับบัญชา” ต่อพระเจ้าผู้ทรงทำงานเพื่อเปลี่ยนแปลงจิตใจของเรา ซึ่งเป็นคำสั่งที่ 2 ในข้อนี้ การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงและยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อจิตใจได้รับการเปลี่ยนแปลงแล้ว
คำสั่ง # 2. “แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจเสียใหม่”
การเปลี่ยนแปลงจิตใจใหม่นั้นไม่ใช่สิ่งที่เราสามารถทำได้ด้วยความพยายามของเราเอง นี่เป็นสิ่งที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงกระทำต่อเรา แม้ว่าจะไม่มีการกล่าวถึงพระวิญญาณบริสุทธิ์ในข้อนี้เลยก็ตาม ความจริงข้อนี้จะปรากฏชัดเจนเมื่อเราพิจารณาคำว่า “เปลี่ยนแปลง” และ “สร้างขึ้นใหม่” อย่างละเอียดถี่ถ้วนยิ่งขึ้น
เปลี่ยนแปลง คำนี้เป็นที่มาของคำภาษาอังกฤษว่า metamorphosis ใช้เพื่ออธิบายกระบวนการที่หนอนกลายเป็นผีเสื้อ หรือลูกอ๊อดกลายเป็นกบ มีความหมายถึงการเปลี่ยนรูปร่าง คำนี้ปรากฏอีก 2 ครั้งในพันธสัญญาใหม่
ครั้งแรกพบในมัทธิว 17:2 ซึ่งคำนี้อธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงพระกายของพระเยซูต่อหน้าเปโตร ยากอบ และยอห์นบนภูเขา ครั้งที่สองพบใน 2 โครินธ์ 3:18 ซึ่งเราอ่านว่า “แต่เราทั้งหลายไม่มีผ้าคลุมหน้าแล้ว จึงแลดูพระสิริขององค์พระผู้เป็นเจ้า คือมีศักดิ์ศรัเป็นลำดับขึ้นไป เช่นศักดิ์ศรีที่มาจากองค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่งเป็นพระวิญญาณ”
ในที่นี้ เราพบคำอธิบายเกี่ยวกับการที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงผู้เชื่อให้เป็นเหมือนพระคริสต์มากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อผู้เชื่อคิดถึงพระสิริของพระคริสต์มากขึ้น
สร้างขึ้นใหม่ คำนี้ปรากฏเพียงครั้งเดียวในพระคัมภีร์ใหม่ คือในทิตัส 3:5 “พระองค์ได้ทรงช่วยเราให้รอด มิใช่ด้วยการกระทำที่ชอบธรรมของเราเอง แต่พระองค์ทรงพระกรุณาให้เรามีใจบังเกิดใหม่ และทรงสร้างเราขึ้นมาใหม่โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์” สังเกตว่าใครเป็นผู้ทำให้เกิดการบังเกิดใหม่และการสร้างขึ้นใหม่: คือพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระองค์ทรงทำการเปลี่ยนแปลงและสร้างใหม่ และจากโครงสร้างภาษาของโรม 12:2 ที่การเปลี่ยนแปลงและสร้างจิตใจขึ้นใหม่อยู่ในความหมายแบบกรรมวาจก (ประโยคแบบเป็นผู้ถูกกระทำ) เราจึงสรุปได้อย่ามั่นใจว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์เท่านั้นที่สามารถนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในความคิดของเรา และในที่สุดก็คือการกระทำของเรา
ดังนั้น เปาโลจึงเรียกผู้เชื่อให้ยอมจำนนต่อการทำงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะเปลี่ยนแปลงจิตใจของเรา ตอนนี้ สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่าถึงแม้จะเป็นพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทำการเปลี่ยนแปลง แต่เราก็ถูกเรียกให้ทำส่วนของเราคือการยอมจำนนต่อพระองค์ด้วย เราต้องอนุญาตให้พระวิญญาณบริสุทธิ์เปลี่ยนแปลงจิตใจของเรา พระองค์จะไม่เปลี่ยนแปลงเราโดยขัดกับเจตจำนงของเรา มีความรับผิดชอบของมนุษย์เกี่ยวข้องอยู่ด้วยเช่นกัน
เราต้องปรารถนาที่จะเปลี่ยนแปลงความคิดของเรา โดยถวายจิตใจของเราทั้งหมดแด่พระเจ้า หากเราต้องการเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิต จิตใจต้องได้รับการสร้างขึ้นใหม่ เพราะก่อนการกลับใจ จิตใจอยู่ในสภาพที่เสื่อมทราม [เอเฟซัส 4:18] เมื่อเรากลับใจ พระเจ้าทรงเริ่มต้นกระบวนการสร้างใหม่ กระบวนการสร้างจิตใจใหม่นี้เป็นกระบวนการตลอดชีวิต ซึ่งจะสิ้นสุดลงเมื่อวันหนึ่งเราจะกลายเป็นเหมือนพระคริสต์อย่างสมบูรณ์ [1 ยอห์น 3:2; ฟีลิปปี 3:20-21] ซึ่งพระคัมภีร์เรียกว่า “การได้รับสง่าราศี” [โรม 8:30]
สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ต้องเข้าใจว่าวิธีการที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ใช้ในการเปลี่ยนแปลงจิตใจนี้คือพระคัมภีร์ที่บันทึกถึงพระสง่าราศีของพระคริสต์ ดังนั้น พระวิญญาณบริสุทธิ์จึงใช้พระคัมภีร์ที่เป็นเครื่องมือภายนอกเพื่อเปลี่ยนแปลงความคิดภายในของเรา นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงทำการส่องสว่างขัดเกลาภายในเพื่อให้เราเข้าใจพระคัมภีร์ได้ [1 โครินธ์ 2:13-14] เพื่อเราจะได้เข้าใจพระสง่าราศีของพระคริสต์
ความจริงในพระคัมภีร์เป็นสิ่งที่ช่วยเราให้รอด และเป็นสิ่งที่ชำระเราให้บริสุทธิ์อย่างต่อเนื่อง พระเยซูเองตรัสในคำอธิษฐานต่อพระบิดาว่า “ขอทรงชำระเขาให้บริสุทธิ์โดยความจริง พระวจนะของพระองค์เป็นความจริง” [ยอห์น 17:17] ถ้าหากเราไม่ตั้งใจที่จะให้พระคัมภีร์ครอบงำความคิดของเราขณะศึกษาพระวจนะของพระเจ้า และอธิษฐานขอให้พระเจ้าช่วยเรานำความจริงเหล่านั้นไปปฏิบัติ จิตใจของเราก็จะไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลง
คริสเตียนจำนวนมากประสบกับการเปลี่ยนแปลงจิตใจนี้เพียงเล็กน้อย เพราะพวกเขาปล่อยให้จิตใจของตนเองเปิดรับสิ่งต่างๆ ในโลกและความบันเทิงมากเกินไป ในทางปฏิบัติ หากคุณนำพวกเขามาเปรียบเทียบกับผู้ที่ไม่เชื่อ คุณจะแยกแยะความแตกต่างในวิถีชีวิตแทบจะไม่ออกเลย ไม่ว่าทั้งการกระทำหรือคำพูดของพวกเขา ด้วยเหตุนี้ ผู้เชื่อจึงต้องตั้งใจแน่วแน่ในการอุทิศตนให้กับการฝึกฝนทางจิตวิญญาณ เช่น การอ่านพระคัมภีร์ การอธิษฐาน การสามัคคีธรรม การรับใช้ การประกาศข่าวประเสริฐ และการอ่านหนังสือจากนักเขียนที่อธิบายพระคัมภีร์ได้ดียิ่งขึ้น เพื่อจะได้สัมผัสกับการเปลี่ยนแปลงทางจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่กว่า
เราต้องจำไว้ว่าการเติบโตทางจิตวิญญาณไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ความบริสุทธิ์ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ การแก่ตัวลงทางร่างกายไม่ได้หมายถึงการเติบโตทางจิตวิญญาณ การเติบโตทางจิตวิญญาณเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้เชื่อตั้งใจฝึกฝนกิจวัตรทางจิตวิญญาณอย่างถูกต้องทุกวัน เราไม่สามารถปล่อยให้โลกและความคิดของโลกควบคุมชีวิตของเราในขณะที่พยายามฝึกฝนทางจิตวิญญาณ และหวังว่าทุกอย่างจะลงตัวและเราจะเข้มแข็งทางจิตวิญญาณได้
เราไม่สามารถกินอาหารขยะไปพร้อมๆ กับพยายามกินอาหารเพื่อสุขภาพได้ หลักการที่ไม่ได้ผลกับร่างกายก็ไม่ได้ผลกับจิตวิญญาณเช่นกัน! หลายคนพยายามรักษาสมดุลโดยการกล่าวว่า ‘ได้’ ต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์และ ‘ได้’ ต่อโลกด้วยนั้นจะไม่เกิดผล พระคัมภีร์เรียกพวกเขาว่า “คนล่วงประเวณี” [ยากอบ 4:4] การกล่าวว่า ‘ได้’ ต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์โดยไม่กล่าวว่า ‘ไม่’ ต่อโลกนนั้น จะมีแต่นำไปสู่ความผิดหวังอย่างมากมาย
ดังนั้น นับจากวันนี้เป็นต้นไป เราจำเป็นต้องตั้งใจที่จะฝึกฝนตนเองในความชอบธรรม โดยมอบจิตใจของเราให้แก่การเปลี่ยนแปลงของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราจำเป็นต้องนำความจริงในฟีลิปปี 4:8 ไปปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง “ในที่สุด พี่น้องทั้งหลาย จงคิดถึงสิ่งที่เป็นจริง สิ่งที่น่านับถือ สิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่บริสุทธิ์ สิ่งที่น่ารัก สิ่งที่น่าชื่นชมยินดี หากมีสิ่งใดดีเลิศหรือควรแก่การสรรเสริญ จงคิดถึงสิ่งเหล่านั้น” เราเป็นผลผลิตจากการคิดของเรา! การรักษาจิตใจให้เต็มไปด้วยความคิดที่ถูกต้องนั้นเป็นสิ่งสำคัญ
อย่างไรก็ตาม หลายคนที่ไม่แสดงออกถึงความชั่วภายนอก แต่กลับทำบาปอย่างโจ่งแจ้งในความคิดของตน ไม่ว่าจะเป็นความคิดเรื่องตัณหา ความเกลียดชัง การปรารถนาร้ายต่อผู้อื่น ความโลภ ความสำเร็จและอำนาจทางโลก ความอิจฉาริษยา และอื่นๆ เราอาจหลอกตัวเองโดยคิดว่า ตราบใดที่เราไม่ได้ลงมือทำตามความคิดเหล่านั้น การคิดเช่นนั้นก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เราต้องจำไว้ว่าพระเจ้าทรงพิพากษาความคิดของเราด้วย และการเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตนั้นรวมถึงการมีจิตใจที่สะอาดด้วย! นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงอยู่เสมอว่าไม่ช้าก็เร็ว เราจะแสดงออกตามความคิดของเรา เราเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราคิด!
ดังนั้น ประเด็นอยู่ที่การมอบจิตใจของเราให้ได้รับการเปลี่ยนแปลงและฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ และผลลัพธ์ล่ะ? ส่วนที่ 3 ของข้อพระคัมภ์กล่าวไว้อย่างชัดเจน
ผลที่ตามมาจากการเชื่อฟังคำสั่งข้อที่ 1 และ 2 คือ “เพื่อท่านจะทราบ ทดสอบและรับรองได้ว่าพระประสงค์ของพระเจ้าคืออะไร—พระประสงค์ที่ดี ที่ชอบพระทัย และที่ยอดเยี่ยมของพระองค์”
วลี “ทดสอบและรับรอง” มาจากคำเดียวที่ใช้ในการอธิบายกระบวนการทดสอบโลหะเพื่อกำหนดคุณค่าของมัน สิ่งที่เปาโลกล่าวไว้ที่นี่คือ เมื่อเรามอบจิตใจของเราให้ได้รับการฟื้นฟูโดยความจริงของพระเจ้า เราจะสามารถทราบ “พระประสงค์ของพระเจ้า—พระประสงค์ที่ดี ที่พอพระทัย และสมบูรณ์แบบของพระองค์” สำหรับชีวิตของเราได้ ที่นี่ พระประสงค์ของพระเจ้ารวมถึงความเข้าใจที่มากขึ้นเกี่ยวกับพระประสงค์ของพระเจ้าที่เปิดเผยอย่างชัดเจนผ่านทางพระคัมภีร์ ตลอดจนความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเกี่ยวกับพระประสงค์ของพระเจ้าในประเด็นต่างๆ ของชีวิตประจำวัน
การอ่านพระคัมภีร์อย่างเร่งรีบ แทบจะไม่ใช้เวลาไตร่ตรองข้อพระคัมภีร์หรือบทต่างๆ และอธิษฐานเพียงไม่กี่นาทีเมื่อร่างกายเหนื่อยล้าและดวงตาเริ่มง่วงนอน จะไม่ได้ผลหากเราแสวงหาการเปลี่ยนแปลงทางจิตใจ หากเรามีพฤติกรรมเช่นนั้น เราต้องกลับใจ เราต้องขอให้พระเจ้าทรงกระตุ้นเราให้ตระหนักถึงความสำคัญของการให้เวลาในการอ่านพระคัมภีร์และ
การอธิษฐานอย่างถูกต้อง ปัญหาไม่ใช่เรื่องการขาดเวลา เรามักหาเวลาทำในสิ่งที่เราชอบหรือสิ่งที่เราคิดว่าสำคัญเสมอ มีอะไรสำคัญไปกว่าการมอบจิตใจของเราให้ได้รับการเปลี่ยนแปลงโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์หรือไม่?
คนมักแสวงหาพระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตของตน ในขณะปฏิเสธที่จะมอบร่างกายและจิตใจของตนเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิต แล้วทำไมพระเจ้าจะทรงนำทางผู้คนในเรื่องต่างๆ ของชีวิตเมื่อพวกเขาปฏิเสธที่จะเชื่อฟังพระบัญชาที่ทรงเปิดเผยของพระองค์อย่างชัดเจน? ดังนั้น การอุทิศตนเพื่อมอบร่างกายและจิตใจของเราให้แก่พระเจ้าตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์จึงเป็นสิ่งสำคัญ หากเราปรารถนาที่จะสัมผัสพระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตของเรา แต่ไม่ใช่แค่เพื่อรู้เท่านั้น แต่นั่นเป็นวิธีเดียวที่จะถวายการนมัสการที่ทำให้พระองค์พอพระทัย และนั่นจะเป็นการตอบสนองที่ดีที่สุดและเป็นเพียงการตอบสนองเดียวต่อพระเมตตาอันดีงามทั้งหมดของพระองค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระเมตตาที่ปรากฏบนไม้กางเขน เพราะที่นั่นคือที่ที่พระบุตรของพระเจ้าทรงแบกรับโทษบาปของเรา เพื่อที่เราจะได้รับการช่วยให้รอดพ้นจากนรกและได้สัมผัสชีวิตนิรันดร์กับพระองค์ในสวรรค์
