การใช้เวลาเฝ้าเดี่ยวอย่างมีความหมายกับพระเจ้า

Thai Editor January 7, 2026 Comments:0

(English Version:  How To Have A Meaningful Quiet Time With The Lord) เย็นวันหนึ่ง วิทยากรท่านหนึ่งซึ่งมาเยือนสหรัฐอเมริกาเมื่อนานมาแล้วต้องการใช้โทรศัพท์ เขาเข้าไปในตู้โทรศัพท์ แต่พบว่ามัน แตกต่างจากตู้โทรศัพท์ในประเทศของเขาเอง ฟ้าเริ่มมืดลง เขาหาเบอร์ในสมุดโทรศัพท์ได้ยากขึ้น เขาสังเกตเห็นหลอดไฟ ข้างบน แต่ไม่รู้ว่าจะเปิดมันอย่างไร ขณะที่เขาพยายามหาเบอร์โทรศัพท์อีกครั้งท่ามกลางแสงพลบค่ำที่กำลังจะหมดลง ผู้คนที่เดินผ่านไปมาสังเกตเห็นความทุลักทุเลของเขา จึงพูดว่า “คุณครับ ถ้าต้องการเปิดไฟ คุณต้องปิดประตู” แสงสว่างส่องเข้ามาในตู้โทรศัพท์นั้น ทำให้ผู้มาเยือนประหลาดใจและพอใจเมื่อเขาปิดประตู ไม่นานเขาก็หาเบอร์โทรศัพท์เจอและโทรออก ในทำนองเดียวกัน เราต้องปิดกั้นชีวิตที่วุ่นวายและเข้าไปอยู่ในที่เงียบๆ เพื่อให้พระเจ้าส่องสว่างในใจเรา กระนั้น คริสเตียน หลายคนมักละเลยวินัยฝ่ายจิตวิญญาณที่สำคัญนี้ ผมหวังว่าบทความนี้จะกระตุ้นให้คริสเตียนฝึกฝนวินัยนี้อย่างสม่ำเสมอ โดยการถามและตอบคำถามสี่ข้อที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้ อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เราจะพิจารณาคำถามเหล่านี้ ขอให้เราระลึกถึงความจริงสำคัญประการหนึ่ง ว่าการเฝ้าเดี่ยวไม่ใช่หนทางที่จะได้รับความโปรดปรานจากพระเจ้า แต่เป็นหลักฐานที่แสดงถึงความรักและการพึ่งพาพระเจ้า ผู้แสนดีของเรา เราไม่ได้พึ่งการกระทำเพื่อรับพระคุณ แต่เราพึ่งพระคุณเพื่อมีการกระทำ กล่าวอีกนัยหนึ่ง สถานะที่ถูกต้อง ของเราต่อพระพักตร์พระเจ้าเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการกลับใจจากบาปและความเชื่อในพระโลหิตของพระคริสต์ที่หลั่งเพื่อบาปของ…

การสิ้นพระชนม์ของพระเยซู – ความจริงอันน่าอัศจรรย์ 4 ประการ

Thai Editor December 31, 2025 Comments:0

(English Version: “Death of Jesus – 4 Amazing Truths!”) “ด้วยว่า พระคริสต์เช่นกันก็ได้ทนทุกข์ครั้งเดียวเท่านั้น เพราะความผิดบาป คือพระองค์ผู้ชอบธรรมเพื่อผู้ไม่ชอบธรรม เพื่อพระองค์จะได้ทรงนำเราทั้งหลายไปถึงพระเจ้า ฝ่ายเนื้อหนังพระองค์ก็ทรงสิ้นพระชนม์ แต่ทรงมีชีวิตขึ้นโดยพระวิญญาณ” [1 เปโตร 3:18]‬‬ ชาร์ลส์ สเปอร์เจียน เล่าเรื่องราวที่แสดงให้เห็นถึงอำนาจของบาปที่เหนือมนุษย์ กษัตริย์ผู้โหดร้ายเรียกราษฎรคนหนึ่งเข้าเฝ้าและตรัสถามถึงอาชีพของเขา ชายคนนั้นตอบว่า “ข้าพระองค์เป็นช่างตีเหล็ก” กษัตริย์จึงสั่งให้เขาไปทำโซ่เหล็กเส้นหนึ่งให้มีความยาวตามที่กำหนด ชายคนนั้นเชื่อฟัง หลายเดือนต่อมาเขานำ โซ่นั้นไปถวายแด่กษัตริย์ อย่างไรก็ตาม แทนที่จะได้รับคำชมในสิ่งที่เขาทำ เขากลับได้รับคำสั่งให้ทำโซ่เส้นนั้นให้ยาวเพิ่มเป็นสองเท่า เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ ช่างตีเหล็กจึงนำผลงานของเขาไปถวายกษัตริย์ แต่กลับได้รับคำสั่งอีกครั้งว่า ‘จงกลับไปเพิ่มความยาวอีกเป็นสองเท่า!’ เหตุการณ์เป็นเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนในที่สุด จอมเผด็จการผู้ชั่วร้ายนั้น ก็สั่งให้ล่ามชายคนนั้นด้วยโซ่ที่เขาสร้างขึ้นเอง และโยนชายผู้น่าสงสารเข้าไปในเตาไฟที่ลุกโชน” สเปอร์เจียนกล่าวเสริมว่า “นั่นคือสิ่งที่มารซาตานทำกับมนุษย์ มันทำให้พวกเขาตีโซ่ตรวนของตัวเอง แล้วมัดมือมัดเท้าพวกเขาด้วยโซ่นั้น แล้วโยนพวกเขาเข้าไปในความมืดภายนอก” เช่นเดียวกับกษัตริย์ผู้โหดร้าย บาปเรียกร้องเก็บราคาอันน่าสะพรึงกลัวจากผู้รับใช้ของมัน พระคัมภีร์กล่าวว่า “ค่าจ้างของความบาปคือความตาย” [โรม 6:23]  …

ลักษณะของพ่อที่รักพระเจ้า – ตอนที่ 2

Thai Editor November 8, 2025 Comments:0

(English Version: “Portrait Of A Godly Father – Part 2 – What To Do!”) ในบทความก่อนหน้านี้ เราได้เห็นสิ่งที่บิดาไม่ควรทำตามคำสั่งของเปาโล ในส่วนแรกของเอเฟซัส 6:4 ที่ว่า “ฝ่ายท่านผู้เป็นบิดาอย่ายั่วบุตรของตนให้เกิดโทสะ”  ในบทความนี้ให้เราดูส่วนที่เหลือของข้อเดียวกัน ซึ่งเขียนว่า “แต่จงอบรมบุตรด้วยการสั่งสอนและการตักเตือนตามหลักขององค์พระผู้เป็นเจ้า” บิดา – สิ่งที่ควรทำ [แง่บวก] แทนที่จะทำให้ลูกๆ รู้สึกขมขื่น โกรธเคือง และท้อแท้ เปาโลเรียกร้องให้คนที่เป็นพ่อทำในด้านบวก: “แต่จงอบรมสั่งสอนเขา”  วลีนี้มาจากคำๆ หนึ่งที่มีความหมายว่า การเลี้ยงดูหรือการทะนุถนอมเพื่อให้พวกเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ นั่นคือความ รับผิดชอบของพ่อ ที่น่าสนใจคือ อีกครั้งที่คำนี้ปรากฏอยู่ในเอเฟซัส 5:29 ซึ่งแปลว่า “เลี้ยงดู”  เช่นเดียวกับที่พระคริสต์ทรงเลี้ยงดูทะนุถนอม และบำรุงเลี้ยงคริสตจักร สามีก็ควรทำสิ่งเดียวกันนี้ต่อภรรยา กล่าวอีกนัยหนึ่ง สามีคือครู ผู้ฝึกสอน และผู้เลี้ยงดูภรรยา และนำพาพวกเขาไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่…

ลักษณะของพ่อที่รักพระเจ้า – ตอนที่ 1

Thai Editor November 8, 2025 Comments:0

(English Version: “Portrait Of A Godly Father – Part 1 – What Not To Do!”) มีสุภาษิตแอฟริกันกล่าวไว้ว่า “ความพินาศของชาติเริ่มต้นจากครอบครัวของประชาชน” น่าเสียดายที่เราได้เห็นความจริงของสุภาษิตนี้ปรากฏอยู่ในสังคมของเรา ขณะที่ครอบครัวทั่วโลกพังทลายลง และหนึ่งในสาเหตุของปัญหานี้คือผู้เป็นพ่อ ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็น “พ่อเกเร” ในสายตาของระบบกฎหมาย พ่อเกเรคือผู้ที่ละเลยหน้าที่ของตนเอง กล่าวคือ เช่น ไม่จ่ายค่าเลี้ยงดูบุตร และโยนความรับผิดชอบทั้งหมดให้กับแม่  ดังนั้น ศาลจึงพยายามแก้ไขปัญหานี้อย่างต่อเนื่อง โดยลงโทษพ่อเกเรเหล่านี้อย่างรุนแรงยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม พ่อประเภท “เกเร” ที่ผมกำลังพูดถึงคือบรรดาพ่อที่ “เกเรฝ่ายวิญญาณ” ในสายพระเนตรของพระเจ้า  พ่อเหล่านี้คือผู้ที่ละเลยหน้าที่ฝ่ายจิตวิญญาณ เขาเหล่านี้คิดว่าตราบใดที่พวกเขายังเลี้ยงดูความต้องการทางร่างกาย วัตถุสิ่งของ และการศึกษา พวกเขาก็ถือว่าได้ทำ “หน้าที่” ของตนแล้ว  ผลที่ตามมาคือมี “เด็กกำพร้าฝ่ายจิตวิญญาณ” ที่เพิ่มขึ้น และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมจึงมีเสียงเรียกหาพ่อที่รักพระเจ้า ปรารถนาทำสิ่งที่ถูกต้องในสายพระเนตรของพระเจ้ายิ่งขึ้น อัครสาวกเปาโลได้เข้ามาช่วยเหลือผู้ที่ปรารถนาจะเป็นพ่อเช่นนี้ในเอเฟซัส 6:4…

รอคอยพระเจ้า

Thai Editor November 8, 2025 Comments:0

(English Version: “Waiting On God”) มีคำกล่าวไว้ว่า “การรอให้พระเจ้าทำพระประสงค์ของพระองค์ให้สำเร็จนั้นเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดที่เราต้องเผชิญในชีวิตคริสเตียนของเรา มีบางสิ่งบางอย่างในตัวเราที่ยอมทำผิดมากกว่าจะรอคอย” คำพูดนี้เป็นความจริง! ความเป็นจริงประการหนึ่งของชีวิตคริสเตียนก็คือ การรอคอยไม่ใช่ลักษณะนิสัยธรรมชาติของเรา  เราต้องการได้บางสิ่ง และเราต้องการได้สิ่งนั้นทันที! แม้ว่าผลที่ตามมาจะเจ็บปวดเพราะการไม่รอคอย แต่เราก็ยังมีแนวโน้มที่จะทำบาปนี้บ่อยครั้ง พระเจ้าผู้ทรงรอบรู้ทุกสิ่งทราบดีถึงนิสัยนี้ของเรา นั่นเป็นสาเหตุที่พระองค์ได้ตรัสซ้ำแล้วซ้ำเล่าในพระวจนะของพระองค์บ่อยครั้งเกี่ยวกับความจำเป็นที่เราต้องรอพระองค์และไม่เร่งรีบไปข้างหน้าพระเจ้า การรอคอยพระเจ้าหมายความว่าอย่างไร ไม่ได้หมายความว่าเราขี้เกียจหรือเฉื่อยชา แต่หมายถึงการ “วางใจพระเจ้าเพียงผู้เดียวอย่างมั่นคงว่าพระองค์จะทรงช่วยเรา”  หมายความว่าให้เราละทิ้งการไว้วางใจในสติปัญญา เงินทอง ความแข็งแกร่ง และการรู้จักคนนั้นคนนี้ของเรา แล้ววางใจในพระเจ้าแต่เพียงผู้เดียว การพยายามแก้ไขเปลี่ยนสถานการณ์ด้วยตัวเองหรือบ่นว่าทำไมรอคอยนานเกินไป จะนำมาซึ่งการสูญเสียสันติสุขและรู้สึกแย่  จอร์จ แมคโดนัลด์กล่าวไว้อย่างถูกต้องว่า “ไม่ว่ามนุษย์จะทำอะไรก็ตามโดยปราศจากพระเจ้า เขาจะต้องล้มเหลวอย่างน่าสมเพชหรือประสบความสำเร็จอย่างน่าสมเพชยิ่งกว่า” เวย์น สไตลส์ เขียนไว้ในหนังสือที่ยอดเยี่ยมของเขาเรื่อง “รอคอยพระเจ้า” ว่า: เราต้องการความสุขเป็นที่หนึ่ง; พระเจ้าต้องการความบริสุทธิ์ เราต้องการความสนุกสนาน; พระเจ้าต้องการความบริสุทธิ์  เหมือนกับการรอสัญญาณไฟแดง – หากเราฝ่าไฟแดง  เราอาจ [และบางครั้งก็] ประสบอุบัติเหตุ  ในทำนองเดียวกัน หากเรารีบเร่งไปข้างหน้าพระเจ้าเพราะการรอคอยดูเหมือนจะเป็นการเสียเวลา เราก็จะได้รับบาดเจ็บ การรอคอยเป็นกระบวนการที่ทำให้พระเจ้าเปลี่ยนแปลงเรา มากกว่าเปลี่ยนแปลงสถานการณ์…

จากผู้ก่อการร้ายสู่นักประกาศ

Thai Editor September 5, 2025 Comments:0

(English Version: “Terrorist Becomes A Missionary”) จอห์น นิวตัน ผู้แต่งเพลง “พระคุณพระเจ้า”  ซึ่งเป็นบทเพลงนมัสการคริสเตียนที่โด่งดัง  ตั้งแต่เด็ก จอห์นใช้ชีวิตในท้องทะเล เขาทำงานเป็นกะลาสีบนเรือทาส  จอห์นมีนิสัยดื้อด้านและชั่วร้าย เขาจับคนไปขายเป็นทาสให้กับพวกชาวไร่ที่ร่ำรวยในโลกฝั่ง อเมริกา  ต่อมา เขากลายเป็นกัปตันเรือทาสของตัวเอง  แต่หลังจากเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย รวมทั้งประสบการณ์เฉียดตาย จากการจมน้ำ เขาก็อุทิศชีวิตให้กับพระคริสต์ เขาได้กลายเป็นนักเทศน์และผู้นำคริสตจักรที่ยิ่งใหญ่ในสมัยนั้น หน้าประวัติศาสตร์เต็มไปด้วยตัวอย่างของคนอย่าง นิวตัน ซึ่งใช้ชีวิตในบาปแต่กลับได้รับการเปลี่ยนแปลงโดยพระคริสต์ อย่างไรก็ตาม มีตัวอย่างหนึ่งที่แตกต่างจากตัวอย่างอื่นๆ  บุคคลผู้นี้เรียกตัวเองว่าเป็น “ตัวเอก” ของคนบาป [1ทธ. 1:15]  เขาข่มเหงคริสเตียนจำนวนมากและถึงกับยอมมีส่วนออกเสียงในการประหารชีวิตคริสเตียน อาจกล่าวได้ว่าเขาเป็นผู้ก่อการ ร้ายทางความเชื่อที่น่ากลัวที่สุดในยุคของเขา อย่างไรก็ตาม เขาได้รับการเปลี่ยนแปลงให้เป็นผู้ประกาศข่าวประเสริฐโดยผ่าน พระเมตตาอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า  เขาประกาศความเชื่อที่เขาเคยพยายามทำลาย! จดหมายในพันธสัญญาใหม่มากกว่าครึ่ง หนึ่งมาจากปลายปากกาที่ได้รับการดลใจจากพระเจ้าของเขา  อิทธิพลของเขาในการ เผยแพร่พระกิตติคุณนั้นไม่มีใครเทียบได้ จนถึงปัจจุบัน  กล่าวได้อย่างมั่นใจว่านอกเหนือจากพระเยซูแล้ว  เขาก็เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงที่สุดในประวัติศาสตร์คริสเตียน ผมขอแนะนำผู้ก่อการร้ายที่ผันตัวมาเป็นผู้ประกาศ –…

อุปสรรคที่พบได้บ่อยในการประกาศ – ตอนที่ 2

Thai Editor September 4, 2025 Comments:0

(English Version: “Common Barriers To Evangelism & How To Overcome Them – Part 2”) ต่อเนื่องจากโพสต์ก่อนหน้าในหัวข้อเดียวกัน  ต่อไปนี้เป็นอุปสรรคที่พบได้บ่อยในการประกาศ 11. ฉันไม่ต้องการบังคับใครให้เชื่อในสิ่งที่ฉันเชื่อ การพูดความจริงไม่ใช่การบังคับผู้อื่นให้เชื่อ! เราไม่สามารถ [และไม่ควร] บังคับใครให้เชื่อ—มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงเปิดใจของมนุษย์ได้ เมื่อเราป่วยและพบวิธีรักษา เราจะรีบบอกคนอื่นๆ ที่มีอาการเดียวกันนั้นแน่  ทำไมน่ะหรือ? เพราะเราห่วงใยพวกเขา! ในลักษณะเดียวกัน มนุษย์ทุกคนต่างก็ถูก “เชื้อบาป” โจมตี และพระเยซูคือยารักษาโรคร้ายแรงนี้เพียงชนิดเดียวเท่านั้น เราไม่ควรบอกข่าวดีนี้กับพวกเขาหรือ? คำพูดเช่น “ฉันจะเก็บความเชื่อของฉันไว้กับตัวเอง…ถ้ามีใครถาม ฉันถึงจะบอก” เป็นต้น แม้จะฟังดูเป็นมารยาททางสังคม แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในพระคัมภีร์  คริสเตียนต้องรักษาความเชื่อไว้ – แต่ไม่ใช่กับตัวเอง! 2 โครินธ์ 5:20 “ฉะนั้นเราจึงเป็นราชทูตของพระคริสต์ โดยที่พระเจ้าทรงขอร้องท่านทั้งหลายทางเรา เราผู้แทนของพระคริสต์จึงขอร้องท่านให้คืนดีกันกับพระเจ้า” หากเราเชื่ออย่างแท้จริงว่าผู้ที่ไม่มีพระคริสต์จะต้องทนทุกข์ทรมานชั่วนิรันดร์ เราจะวิงวอนให้พวกเขามาหาพระคริสต์ 12.…

อุปสรรคที่พบบ่อยในการประกาศ – ตอนที่ 1

Thai Editor September 4, 2025 Comments:0

(English Version: “Common Barriers To Evangelism & How To Overcome Them – Part 1”) คำตรัสสุดท้ายขององค์พระเยซูเจ้าขณะที่ทรงเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ ที่เรียกกันว่าเป็นพระมหาบัญชาแก่เรา “18 พระเยซูจึงเสด็จเข้ามาใกล้ แล้วตรัสกับเขาว่า “ฤทธานุภาพทั้งสิ้นในสวรรค์ก็ดี ในแผ่นดินโลกก็ดี ทรงมอบไว้แก่เราแล้ว  19 เหตุฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์  20 สอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกท่านไว้ ดูเถิด เราจะอยู่กับท่านทั้งหลายเสมอไป จนกว่าจะสิ้นโลกเอเมน”” [มัทธิว 28:18-20] คำตรัสของพระเยซูที่ลูกาบันทึกไว้เมื่อพระองค์ตรัสถึงพระมหาบัญชาคือ “มีคำเขียนไว้อย่างนั้นว่า พระคริสต์จะต้องทนทุกข์ ทรมาน และเป็นขึ้นมาจากความตายในวันที่สาม 47 และจะต้องประกาศในพระนามของพระองค์เรื่องการกลับใจใหม่ และเรื่อง ยกบาปทั่วทุกประเทศ ตั้งต้นที่กรุงเยรูซาเล็ม 48 ท่านทั้งหลายเป็นพยานด้วยข้อความเหล่านั้น” [ลูกา 24:46-48] และลูกาคนนี้ ได้ให้บันทึกเพิ่มเติมเกี่ยวกับพระมหาบัญชาในกิจการ…

จิตใจของคริสเตียนคือจิตใจที่ขอบพระคุณ

Thai Editor September 1, 2025 Comments:0

(English Version: “The Christian Heart Is A Thankful Heart”) การแสดงออกถึงการขอบพระคุณนั้นดูเหมือนจะเป็นนิสัยที่สูญหายไป ดังที่เห็นได้จากเหตุการณ์ในชีวิตจริงนี้ เอ็ดเวิร์ด สเปนเซอร์เป็นนักเรียนวิทยาลัยพระคัมภีร์ในเมืองเอแวนสตัน รัฐอิลลินอยส์  เขายังเป็นส่วนหนึ่งของ ทีมกู้ภัยด้วย เมื่อเรือล่มบริเวณชายฝั่งทะเลสาบมิชิแกนใกล้เมืองเอแวนสตัน เอ็ดเวิร์ดลงไปในน้ำเย็นจัดครั้ง แล้วครั้งเล่าเพื่อช่วยชีวิตผู้โดยสาร 17 คน  จากเหตุการณ์นั้น มีผลทำให้สุขภาพร่างกายของเขาได้รับความเสีย หายอย่างถาวร  หลายปีต่อมา ในงานศพของเขา มีบันทึกไว้ว่าไม่มีใครสักคนที่เขาเคยช่วยได้กล่าวคำขอบคุณ เขาเลย เราอ่านเรื่องราวเช่นนี้และคิดว่า “ทำไมคน 17 คนถึงได้ไม่รู้จักสำนึกและมีใจขอบคุณบ้างเลย”  แต่บ่อยครั้งเกิน ไปที่ผู้เชื่อก็มีความผิดในบาปเช่นเดียวกันนี้  นั่นคือการไม่รู้จักมีจิตใจที่ขอบพระคุณ แม้ว่าเขาจะได้รับการช่วย ให้รอดพ้นจากอันตรายที่ ยิ่งใหญ่กว่ามาก  นั่นคือการถูกลงโทษชั่วนิรันดร์! พระคัมภีร์หลายตอนยืนยันว่าการขอบพระคุณไม่ใช่สิ่งที่ – ทำ – เป็น – ครั้งคราว แต่เป็นลักษณะธรรมชาติ ของชีวิตคริสเตียน  ต่อไปนี้คือตัวอย่างบางส่วน: “จงเข้าประตูของพระองค์ด้วยการโมทนา…

การเลือกคู่ครอง

Thai Editor August 8, 2025 Comments:0

(English Version: “How To Choose A Marriage Partner”) เด็กหญิงตัวน้อยเพิ่งได้ยินนิทานเรื่องสโนว์ไวท์เป็นครั้งแรก และเธอก็เล่านิทานเรื่องนี้ให้แม่ฟังอย่างตื่นเต้น หลังจากเล่าว่าเจ้าชายรูปงามมาถึงบนหลังม้าสีขาวอันสวยงามและจุมพิตสโนว์ไวท์ให้ฟื้นคืนชีพ เธอก็ถามแม่ว่า “แม่รู้ไหมคะว่าเกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้น”, แม่เด็กน้อยตอบ “รู้ซิจ๊ะ  พวกเขาก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตลอดไป”  ซูซี่ตอบกลับด้วยสีหน้าผิดหวัง “ไม่ใช่ค่ะแม่  พวกเขาแต่งงานกัน” ด้วยความไร้เดียงสาเหมือนเด็ก เด็กหญิงตัวน้อยพูดความจริงบางส่วน คือว่าการแต่งงานและการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขตลอดไปไม่ได้อยู่คู่กันเสมอไป ดังที่หลักฐานรอบๆ ตัวเราชี้ให้เห็นอย่างมากมาย อย่างไรก็ตาม พระเจ้าทรงสัญญาว่าการแต่งงานและความสุขสามารถไปคู่กันได้ หากเราเชื่อฟังคำสอนของพระองค์ตามที่พบในพระคัมภีร์  เนื่องจากปัญหาหลักอย่างหนึ่งในชีวิตแต่งงานเกิดจากการไม่เลือกคู่ครองที่เหมาะสมก่อนแต่งงาน บทความนี้จึงเขียนขึ้นเพื่อช่วยให้บุคคลเลือกคู่ครองที่เหมาะสมได้ โดยให้ความจริงในพระคัมภีร์ 5 ประการ พ่อแม่คริสเตียนสามารถช่วยชี้แนะลูกๆ ให้ใช้ความจริงเหล่านี้เมื่อต้องหาคู่ครอง เริ่มต้นด้วยความจริงพื้นฐานกันก่อน 1. การเป็นโสดไม่ใช่คำสาป โลกมองว่าการเป็นโสดเป็นข้อบกพร่อง—แม้กระทั่งเป็นคำสาป! อย่างไรก็ตาม แทนที่จะปล่อยให้โลกชี้นำพวกเรา ผู้เชื่อต้องพิจารณาก่อนว่าพระเจ้าต้องการให้เราแต่งงานหรือไม่ ไม่ใช่ทุกคนที่ได้รับเรียกให้แต่งงาน [มัทธิว 19:10-12; 1 โครินธ์ 7:25-38]  เปาโลเองมองว่าการเป็นโสดของเขาเป็นของขวัญจากพระเจ้า [1 โครินธ์ 7:7]…